สรุปตลาดสัปดาห์ที่ผ่านมา
สัปดาห์สุดท้ายของเดือนกรกฎาคม 2026 เป็นสัปดาห์ที่มีเรื่องให้ติดตามหลายด้านพร้อมกัน ทั้งการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) งบบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ และความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังกดดันราคาน้ำมัน มาไล่ดูทีละกลุ่มสินทรัพย์กันครับ
1. ดัชนีหุ้นและหุ้นสหรัฐฯ
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดสัปดาห์ในแดนบวก โดยวันศุกร์ที่ 31 ก.ค. ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,489.72 จุด (+0.7%) Nasdaq Composite ปิดที่ 25,373.85 จุด (+1%) และ Dow Jones ปิดที่ 52,485.03 จุด (+0.53%)
เมื่อดูทั้งสัปดาห์ Dow และ S&P 500 บวกประมาณ 1% ส่วน Nasdaq บวกราว 1.6% แต่ถ้ามองภาพทั้งเดือนกรกฎาคม ภาพจะต่างออกไป — S&P 500 ติดลบเล็กน้อย 0.1% Nasdaq ลบถึง 3.2% ขณะที่ Dow บวก 0.3% และทำสถิติบวกต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4
ตัวขับเคลื่อนหลักช่วงท้ายสัปดาห์คืองบกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ที่ช่วยจุดความเชื่อมั่นในธีม AI ขึ้นมาอีกครั้ง Amazon พุ่ง 15.3% จากการเติบโตของธุรกิจคลาวด์ Alphabet บวก 6.9% และ Microsoft บวก 3% โดยกลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ 4 รายส่งสัญญาณว่าจะใช้เงินลงทุน (capital expenditure) รวมกันราว 720,000-745,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2026
บทเรียนสำหรับมือใหม่: ตัวเลขรายสัปดาห์กับรายเดือนอาจเล่าคนละเรื่องได้ การดูเฉพาะวันเดียวหรือสัปดาห์เดียวจึงอาจทำให้เข้าใจภาพรวมคลาดเคลื่อน ควรดูหลายกรอบเวลาประกอบกันเสมอ
2. ทองคำและสินค้าโภคภัณฑ์
ทองคำ (XAUUSD) มีสัปดาห์ที่ผันผวนพอสมควร ราคาเข้าสัปดาห์ที่ระดับสูงสุดในรอบสองสัปดาห์บริเวณ 4,130 ดอลลาร์/ออนซ์ ก่อนจะแกว่งลงหลังผลประชุม Fed วันพุธ และกลับมาปิดสัปดาห์แถว 4,075-4,085 ดอลลาร์ โดยวันศุกร์ราคาเคยขึ้นไปเหนือ 4,100 ดอลลาร์ หลังมีข่าวสหรัฐฯ ระงับการโจมตีทางอากาศในอิหร่านชั่วคราว
ปัจจัยที่ดันทองคำคือความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยจากเหตุการณ์โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันและความเสี่ยงบานปลายรอบช่องแคบฮอร์มุซ แต่ในทางกลับกัน ราคาน้ำมันที่สูงก็จุดความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ซึ่งอาจทำให้ Fed คงนโยบายตึงตัวนานขึ้น — เป็นแรงกดดันฝั่งตรงข้ามที่จำกัดการขึ้นของทองคำ
น้ำมันดิบ ปรับตัวลงแรงกว่า 5% ในสัปดาห์นี้ WTI ปิดที่ 84.67 ดอลลาร์/บาร์เรล และ Brent ปิดที่ 90.12 ดอลลาร์/บาร์เรล การลงเริ่มตั้งแต่วันจันทร์เมื่อตลาดเริ่มมีความหวังว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะคลี่คลาย แต่วันศุกร์ราคาดีดกลับบางส่วนหลังอิหร่านระบุว่าโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (ยังไม่ได้รับการยืนยันจากหน่วยงานความมั่นคงทางทะเลของสหรัฐฯ และอังกฤษ)
3. คริปโตเคอร์เรนซี
Bitcoin (BTC) ปิดวันที่ 31 ก.ค. ที่ราว 62,929 ดอลลาร์ (-2.9% ในวันนั้น) ซึ่งเป็นระดับที่แกว่งอยู่มาตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคม อย่างไรก็ตาม เมื่อดูทั้งเดือนกรกฎาคม BTC ยังบวกราว 4.3%
Ethereum (ETH) ปิดที่ราว 1,866 ดอลลาร์ (-2.8%) ยังติดแนวต้านบริเวณ 2,000 ดอลลาร์ แต่ภาพรายเดือนแข็งแรงกว่า BTC โดยบวกราว 20% ในเดือนกรกฎาคม
ภาพรวมคริปโตสัปดาห์นี้อยู่ในโหมด "แกว่งในกรอบ" (rangebound) โดยมีแรงกดดันจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนเรื่องดอกเบี้ย และประเด็นกรอบเวลาของวุฒิสภาสหรัฐฯ ในการพิจารณากฎหมาย Clarity Act ที่แคบลง
ข้อสังเกต: น่าสนใจว่าสัปดาห์นี้หุ้นเทคขึ้นแต่คริปโตลง ทั้งที่หลายคนมักมองว่าสองสินทรัพย์นี้เคลื่อนไหวไปด้วยกัน ความสัมพันธ์ระหว่างสินทรัพย์ (correlation) ไม่ได้คงที่ตลอดเวลา และเปลี่ยนไปตามปัจจัยขับเคลื่อนของแต่ละช่วง
4. ค่าเงินและพันธบัตร
การประชุม Fed วันที่ 29 ก.ค. เป็นไฮไลต์ของสัปดาห์ คณะกรรมการมีมติ 9 ต่อ 3 ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่กรอบ 3.50-3.75% โดยให้เหตุผลว่าเงินเฟ้อยังสูงกว่าเป้าหมาย 2% ขณะที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจยังขยายตัวได้ดี ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ส่วนหนึ่งมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง มติที่ไม่เป็นเอกฉันท์ (มีผู้คัดค้านถึง 3 เสียง) สะท้อนว่าคณะกรรมการเองก็ยังเห็นต่างกันพอสมควร
ตลาดพันธบัตร ตอบสนองด้วยยีลด์ที่สูงขึ้น อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปิดเดือนที่ราว 4.74-4.75% เพิ่มขึ้นราว 32 bps ในเดือนกรกฎาคม และเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่มกราคม 2025 ส่วนอายุ 2 ปี ปิดที่ 4.28%
ฝั่งค่าเงิน ดัชนีดอลลาร์ (DXY) ปิดต่ำกว่าระดับ 100 โดยดอลลาร์อ่อนค่าในสัปดาห์นี้ ส่วนใหญ่เทียบกับเงินเยนญี่ปุ่นที่ฟื้นตัวจากระดับต่ำสุดในรอบ 40 ปีแถว 164 ลงมาที่ราว 158 หลังมีข่าวการเข้าแทรกแซงค่าเงินของทางการญี่ปุ่น
จุดที่น่าสังเกต: ยีลด์ขึ้นแต่ดอลลาร์อ่อน เป็นคู่ที่ไม่ค่อยเห็นบ่อยนัก ปกติยีลด์สูงมักหนุนค่าเงิน แต่ครั้งนี้มีปัจจัยเฉพาะคือการแทรกแซงค่าเงินเยนเข้ามาเกี่ยวข้อง
จับตาสัปดาห์หน้า
สัปดาห์ 3-7 ส.ค. 2026 จะเป็นสัปดาห์ที่ข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ เป็นตัวเอก ปฏิทินหลักมีดังนี้
- จันทร์ 3 ส.ค. — ดัชนี PMI ภาคการผลิตของจีน, ยอดค้าปลีกเยอรมนี, CPI สวิตเซอร์แลนด์ และ ISM Manufacturing PMI ของสหรัฐฯ
- อังคาร 4 ส.ค. — ข้อมูลตลาดแรงงานนิวซีแลนด์
- พุธ 5 ส.ค. — ชุดใหญ่ของสหรัฐฯ: JOLTS (ตำแหน่งงานเปิดรับ), ยอดคำสั่งซื้อภาคโรงงาน, ADP Employment Change และ ISM Services PMI
- พฤหัสฯ 6 ส.ค. — ยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกของสหรัฐฯ
- ศุกร์ 7 ส.ค. — Non-Farm Payrolls (NFP) รายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนกรกฎาคม พร้อมอัตราการว่างงาน ประกาศเวลา 8:30 น. ET (19:30 น. เวลาไทย)
ประเด็นที่ต้องจับตา
1. ตลาดแรงงานกับทิศทางดอกเบี้ย — หลัง Fed คงดอกเบี้ยแบบมีเสียงแตก ตัวเลขจ้างงานสัปดาห์นี้จะเป็นข้อมูลสำคัญที่ตลาดใช้ประเมินโอกาสการลดดอกเบี้ยในการประชุมครั้งถัดไปวันที่ 15-16 ก.ย. ปัจจุบันเครื่องมือ CME FedWatch สะท้อนโอกาสที่ Fed จะคงดอกเบี้ยในเดือนกันยายนอยู่ราว 42% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ขยับได้เร็วตามข้อมูลใหม่ ควรติดตามการเปลี่ยนแปลงมากกว่ายึดตัวเลขนี้เป็นคำตอบตายตัว
2. สถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ — เป็นตัวแปรที่ส่งผลข้ามหลายตลาดพร้อมกัน ทั้งราคาน้ำมัน ทองคำ ความเสี่ยงเงินเฟ้อ และความเชื่อมั่นในตลาดหุ้น ข่าวด้านนี้มักมาแบบไม่มีปฏิทินล่วงหน้า จึงเป็นแหล่งความผันผวนที่คาดเดาเวลาได้ยาก
3. เงินเฟ้อจากฝั่งพลังงาน — ถ้าราคาน้ำมันกลับขึ้นแรง อาจย้อนกลับมากดดันคาดการณ์เงินเฟ้อและยีลด์พันธบัตร ซึ่งจะกระทบทั้งหุ้นเติบโต ทองคำ และค่าเงิน เป็นห่วงโซ่ที่มือใหม่ควรฝึกมองให้เชื่อมโยงกัน
4. โมเมนตัมงบบริษัท — ฤดูกาลประกาศผลประกอบการยังดำเนินต่อ หลังกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ผ่านไปแล้ว ตลาดจะหันไปดูว่าบริษัทกลุ่มอื่นสะท้อนภาพเศรษฐกิจจริงอย่างไร โดยเฉพาะประเด็นการใช้เงินลงทุน AI มหาศาลที่ยังต้องพิสูจน์ผลตอบแทนในระยะยาว
5. เงินเยนและการแทรกแซง — หลังทางการญี่ปุ่นเข้าแทรกแซง ตลาดจะจับตาว่าเยนจะทรงตัวได้หรือกลับไปอ่อนค่าอีก ซึ่งมีผลต่อดัชนีดอลลาร์และกระแสเงินทุนในเอเชีย
สรุปสำหรับมือใหม่
สัปดาห์ที่ผ่านมาสอนเราว่าตลาดแต่ละกลุ่มไม่ได้เดินไปทางเดียวกันเสมอ หุ้นขึ้นจากงบดี ทองแกว่งตามข่าวสงครามและ Fed น้ำมันลงจากความหวังสันติภาพ คริปโตย่อสวนทางหุ้น และยีลด์ขึ้นสวนทางดอลลาร์ที่อ่อน สิ่งสำคัญไม่ใช่การเดาว่าตลาดไหนจะขึ้นหรือลง แต่คือการเข้าใจว่า "อะไรกำลังขับเคลื่อนอะไร" และเตรียมแผนรับมือความผันผวนไว้ล่วงหน้า โดยเฉพาะรอบวันศุกร์ที่มีตัวเลขจ้างงานออก
บทความนี้เพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน