ตลาดพลังงานกำลังส่งสัญญาณที่ดูขัดแย้งกันเอง ฝั่งสหรัฐฯ ออกมาระบุว่าการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเคลื่อนตัวได้แล้ว แต่ราคาน้ำมันกลับไม่ยอมลง โดยเบรนท์ยังยืนแถว 107 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ WTI อยู่ราว 103 ดอลลาร์ ทั้งที่ตามทฤษฎีแล้ว ข่าว “เส้นทางเปิด” ควรเป็นข่าวดีที่กดราคาลง คำถามคือตลาดกำลังมองอะไรที่ต่างจากแถลงการณ์
ช่องว่างระหว่าง “เปิดแล้ว” กับ “เรือวิ่งจริง”
หัวใจของเรื่องนี้อยู่ที่ตัวเลขการเดินเรือจริง ก่อนเกิดความตึงเครียดในช่วงต้นปี ช่องแคบฮอร์มุซเคยมีเรือผ่านมากกว่า 100 ลำต่อวัน แต่ข้อมูลติดตามเรือในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาชี้ว่าจำนวนเรือที่ผ่านจริงเหลือระดับหลักหน่วยต่อวันเท่านั้น ขณะที่ฝั่งทางการสหรัฐฯ ประเมินว่ามีน้ำมันไหลผ่านราว 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณสองในสามของระดับเดิม
ตลาดจึงไม่ได้ซื้อขายตามคำแถลง แต่ซื้อขายตามปริมาณที่วัดได้ ตราบใดที่ตัวเลขเรือผ่านจริงยังห่างจากภาวะปกติมาก ส่วนต่างความเสี่ยง (risk premium) ในราคาน้ำมันก็ยังไม่หายไป
ต้นทุนประกันภัยคือคอขวดที่แท้จริง
ปัจจัยที่อธิบายเรื่องนี้ได้ชัดที่สุดคือ ค่าประกันภัยความเสี่ยงสงคราม (war risk insurance) ซึ่งขยับจากระดับราว 0.25% ของมูลค่าเรือ ขึ้นไปอยู่ในช่วง 3–10% แล้วแต่ประเภทเรือ แปลเป็นตัวเงินคือเรือบรรทุกน้ำมันมูลค่า 100 ล้านดอลลาร์ ต้องจ่ายค่าประกันราว 3–10 ล้านดอลลาร์ต่อการผ่านหนึ่งครั้ง โดยยังไม่รวมค่าระวางและค่าสินค้า
นี่คือจุดที่นักลงทุนควรเข้าใจ การ “เปิดเส้นทาง” ในเชิงการทหารกับการ “เปิดเส้นทาง” ในเชิงเศรษฐกิจไม่ใช่เรื่องเดียวกัน เมื่อต้นทุนต่อเที่ยวสูงระดับนี้ เจ้าของเรือจำนวนมากเลือกที่จะรอ แม้จะไม่มีคำสั่งห้ามเดินเรือก็ตาม ซัพพลายจึงยังตึงตัวโดยกลไกราคา ไม่ใช่โดยคำสั่ง
ประกอบกับปัจจัยเสริมอีกสองอย่าง คือคลังสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ที่เหลือกำลังระบายจำกัดหลังจบรอบการปล่อยสำรองไปแล้ว และเส้นทางบาบ อัลมันเดบ ทางทะเลแดงที่ยังมีความเสี่ยงของตัวเอง ทำให้การเลี่ยงเส้นทางทำได้ยากกว่าปกติ
แรงส่งต่อไปยังตลาดอื่น
ราคาน้ำมันที่ค้างเหนือ 100 ดอลลาร์นานพอสมควร เริ่มเปลี่ยนจากเรื่องเฉพาะกลุ่มพลังงาน ไปเป็นตัวแปรเชิงมหภาค
- ตลาดพันธบัตร – อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ขยับขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปีเหนือ 4.9% สะท้อนว่าตลาดกำลังปรับคาดการณ์เงินเฟ้อขึ้น มากกว่าจะมองว่าเป็นภาวะชะลอตัว
- ตลาดหุ้น – ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นพร้อมกับผลตอบแทนพันธบัตรที่ขยับขึ้น เป็นแรงกดดันสองทางต่อการประเมินมูลค่าหุ้น โดยเฉพาะกลุ่มเติบโตที่อ่อนไหวต่ออัตราคิดลด ขณะที่กลุ่มพลังงานได้ประโยชน์สวนทาง
- ทองคำ – ทำหน้าที่สองบทบาทพร้อมกัน ทั้งสินทรัพย์หลบภัยจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ และเครื่องมือป้องกันเงินเฟ้อ แต่ก็ถูกถ่วงจากผลตอบแทนพันธบัตรที่แท้จริงซึ่งสูงขึ้น ทำให้ทิศทางไม่ได้เป็นเส้นตรง
- ค่าเงิน – ประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิมักเสียเปรียบในภาวะแบบนี้ เพราะดุลการค้าถูกกระทบโดยตรง ขณะที่สกุลเงินของประเทศผู้ส่งออกพลังงานมีแรงหนุนสัมพัทธ์
- คริปโต – ในรอบนี้เคลื่อนไหวใกล้เคียงสินทรัพย์เสี่ยงมากกว่าสินทรัพย์หลบภัย จึงอ่อนไหวต่อการคาดการณ์ดอกเบี้ยที่ตึงตัวขึ้นเช่นกัน
สิ่งที่ควรติดตามต่อ
ตัวชี้วัดที่บอกทิศทางได้ดีกว่าพาดหัวข่าว คือจำนวนเรือที่ผ่านฮอร์มุซรายวัน และอัตราค่าประกันภัยความเสี่ยงสงคราม หากทั้งสองตัวเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ส่วนต่างความเสี่ยงในราคาน้ำมันจะคลายลงเองตามกลไก แต่หากการเจรจาระหว่างอิหร่านกับกลุ่มประเทศอ่าวยังเลื่อนออกไปเรื่อย ๆ อย่างที่เกิดขึ้นล่าสุด โครงสร้างราคาปัจจุบันก็มีแนวโน้มอยู่ต่อ
อีกจุดสำคัญคือการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ วันที่ 15–16 กันยายนนี้ ซึ่งจะเป็นบททดสอบว่าธนาคารกลางจะตีความเงินเฟ้อจากฝั่งอุปทานอย่างไร ระหว่างมองเป็นผลกระทบชั่วคราวที่ควรมองข้าม กับมองว่าเป็นความเสี่ยงต่อการคาดการณ์เงินเฟ้อระยะยาวที่ต้องตอบสนอง
บทความนี้จัดทำเพื่อการศึกษาและให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน