สรุปตลาดสัปดาห์ที่ผ่านมา
สัปดาห์ที่ผ่านมา (22-26 ก.ย. 2026) เป็นสัปดาห์ที่ตลาดต้องแบ่งใจระหว่างสองแรงที่ดึงกันคนละทาง ด้านหนึ่งคือ ยีลด์พันธบัตรสหรัฐที่พุ่งขึ้นไปสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 ซึ่งปกติเป็นลบกับสินทรัพย์เสี่ยง อีกด้านหนึ่งคือ ราคาน้ำมันที่ย่อลงแรง จากความหวังเรื่องการเจรจาสหรัฐ-อิหร่าน ซึ่งช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อ ผลลัพธ์คือตลาดหุ้นกลับปิดบวกได้ ในขณะที่ทองคำและโลหะเงินย่อตัว เรามาดูทีละกลุ่มกันครับ
1. ดัชนีหุ้น & หุ้นสหรัฐ
ดัชนีหลักของสหรัฐปิดบวกทั้งสามตัว โดยกลุ่มเทคโนโลยีเป็นตัวนำ
- Nasdaq Composite ปิดที่ 27,068.72 จุด +2.0% ในรอบสัปดาห์ แข็งแรงที่สุดในสามดัชนี
- S&P 500 ปิดที่ 7,743.41 จุด +1.2%
- Dow Jones ปิดที่ 51,828.62 จุด +0.3% ตัดวงจรการติดลบ 3 สัปดาห์ติดต่อกันได้สำเร็จ
สิ่งที่น่าสนใจคือ ตลาดหุ้นบวกได้ทั้งที่ยีลด์พันธบัตรขึ้นแรง ซึ่งเป็นภาพที่ไม่ค่อยเห็นบ่อย ปัจจัยหนุนหลักมาจากความคาดหวังในกลุ่มเทคโนโลยี โดยเฉพาะข่าวการเปิดตัว AI agent ของ Meta ที่ช่วยจุดบรรยากาศเชิงบวกในกลุ่มนี้ บวกกับราคาน้ำมันที่ลดลงช่วยบรรเทาความกังวลเรื่องต้นทุน
แต่ก็มีสัญญาณเตือนอยู่เช่นกัน ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของ University of Michigan ลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 4 เดือน โดยผู้บริโภคระบุถึงราคาน้ำมันหน้าปั๊มที่สูงและความกังวลเรื่องการค้า ที่สำคัญคือคาดการณ์เงินเฟ้อระยะ 1 ปีขยับขึ้นเป็น 4.6% และระยะ 5 ปีอยู่ที่ 3.4% ตัวเลขนี้เป็นสิ่งที่เฟดจับตาเป็นพิเศษ เพราะถ้าผู้คนเริ่ม "คาดว่า" เงินเฟ้อจะสูง พฤติกรรมการใช้จ่ายและการต่อรองค่าจ้างจะทำให้เงินเฟ้อฝังตัวจริง ๆ
2. ทองคำ & สินค้าโภคภัณฑ์
กลุ่มโลหะมีค่าย่อตัวทั้งกระดานในสัปดาห์นี้ หลังจากที่วิ่งขึ้นมาต่อเนื่องในช่วงก่อนหน้า
- ทองคำ ปิดสัปดาห์ราว 4,283 ดอลลาร์/ออนซ์ -2.51%
- โลหะเงิน ราว 64.26 ดอลลาร์/ออนซ์ -3.74%
- แพลทินัม 1,776.71 ดอลลาร์ -1.70% และ แพลเลเดียม 1,271.81 ดอลลาร์ -3.08%
สาเหตุหลักที่กดทองคำคือยีลด์พันธบัตรที่พุ่งขึ้น ตรงนี้เป็นบทเรียนพื้นฐานสำหรับมือใหม่ครับ ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ "ไม่จ่ายดอกเบี้ย" เมื่อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐให้ผลตอบแทนถึง 5.2% ต่อปีโดยแทบไม่มีความเสี่ยงผิดนัดชำระ ต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือทองก็สูงขึ้นตาม เงินบางส่วนจึงไหลออกจากทองไปหาพันธบัตร
อย่างไรก็ตาม ถ้ามองภาพยาวขึ้น ทองคำยังบวกราว 13% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และโลหะเงินบวกถึงราว 38% ซึ่งสะท้อนว่าแรงซื้อเชิงโครงสร้าง เช่น การสะสมทองของธนาคารกลางทั่วโลก ยังไม่ได้หายไป การย่อในสัปดาห์เดียวจึงเป็นคนละเรื่องกับการเปลี่ยนแนวโน้มระยะยาว
ฝั่งน้ำมันเป็นข่าวใหญ่ของสัปดาห์ ราคาปรับลงชัดเจนหลังมีรายงานว่าคณะเจรจาสหรัฐและอิหร่านกำลังหารือข้อตกลงแบบเป็นขั้นเป็นตอน ที่อาจนำไปสู่การเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้เรือพาณิชย์กลับมาสัญจรได้ แลกกับการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรบางส่วน
- WTI ปิดที่ 92.41 ดอลลาร์/บาร์เรล -2.33%
- Brent ปิดที่ 104.32 ดอลลาร์/บาร์เรล -2.14% จากที่เคยขึ้นไปเหนือ 109 ดอลลาร์ในช่วงต้นเดือน
ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ข่าวที่เกี่ยวกับการเปิด-ปิดเส้นทางนี้จึงส่งผลต่อราคาน้ำมันได้ทันที และเมื่อน้ำมันลง เงินเฟ้อก็มีโอกาสชะลอตาม ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมข่าวนี้ถึงช่วยตลาดหุ้นไปด้วย
3. คริปโต
คริปโตเป็นกลุ่มที่โดดเด่นที่สุดของสัปดาห์
- Bitcoin (BTC) เคลื่อนไหวราว 85,000 ดอลลาร์ บวกราว 10% ในรอบสัปดาห์ โดยทำจุดสูงกลางสัปดาห์ที่ราว 87,265 ดอลลาร์
- Ethereum (ETH) ราว 2,738 ดอลลาร์ บวกราว 10% เช่นกัน จุดสูงกลางสัปดาห์ราว 2,788 ดอลลาร์
ตัวเร่งสำคัญคือข่าวฝั่งกฎเกณฑ์ โดยหน่วยงาน FHFA ของสหรัฐสั่งให้ Fannie Mae และ Freddie Mac เตรียมความพร้อมในการรับคริปโตเป็นสินทรัพย์ประกอบการพิจารณาสินเชื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งตลาดตีความว่าเป็นก้าวหนึ่งของการยอมรับในระบบการเงินหลัก
ด้านมาตรวัดอารมณ์ตลาด ดัชนี Fear & Greed อยู่ที่ 72 (โซน Greed) ซึ่งเป็นระดับที่ต้องระวังเรื่องความร้อนแรงของอารมณ์ตลาด ส่วน Altcoin Season Index อยู่ที่ 54 แปลว่าเงินยังกระจุกตัวใน Bitcoin มากกว่าเหรียญรอง หมวดที่วิ่งแรงในรอบ 7 วันคือกลุ่ม DeFAI (+42.6%), RWA (+27.7%) และ AI (+22.2%)
4. ค่าเงิน & พันธบัตร
นี่คือกลุ่มที่เป็น "ต้นเหตุ" ของความเคลื่อนไหวในทุกตลาดสัปดาห์นี้
พันธบัตรสหรัฐ: ยีลด์อายุ 10 ปีแตะสูงสุดระหว่างสัปดาห์ที่ 5.228% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 ก่อนย่อลงมาปิดที่ 5.18% ส่วนอายุ 30 ปีปิดที่ราว 5.5% และอายุ 2 ปีที่ 4.862% การที่ยีลด์ระยะยาวขึ้นแรงกว่าระยะสั้นสะท้อนว่าตลาดกำลังกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่ค้างอยู่นาน มากกว่าเรื่องดอกเบี้ยระยะสั้นอย่างเดียว
ค่าเงินดอลลาร์: ดัชนีดอลลาร์ (DXY) ปรับขึ้นเหนือระดับ 101 เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคม และเป็นการบวกเป็นสัปดาห์ที่สองติดต่อกัน กลไกตรงนี้เข้าใจไม่ยาก เมื่อผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐสูงขึ้น เงินทุนต่างชาติก็มีแรงจูงใจไหลเข้าไปหา ต้องแลกเป็นดอลลาร์ก่อน ดอลลาร์จึงแข็ง
มุมมองนโยบายการเงิน: สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญคือ ตลาดไม่ได้ถกกันเรื่อง "จะลดดอกเบี้ยเมื่อไหร่" อีกต่อไป แต่กำลังถกว่า "จะขึ้นดอกเบี้ยอีกหรือไม่ก่อนสิ้นปี" โดยเจ้าหน้าที่เฟดหลายรายส่งสัญญาณว่าอุปสงค์ที่ยังแข็งแรง กิจกรรมเศรษฐกิจที่ดี และแรงกดดันฝั่งอุปทาน อาจทำให้ต้องเข้มงวดเพิ่ม ตลาดล่วงหน้าให้น้ำหนักการขึ้นดอกเบี้ยในการประชุม 28 ต.ค. อยู่ราว 62-68% และสูงขึ้นไปอีกสำหรับการประชุม 9 ธ.ค.
จับตาสัปดาห์หน้า
สัปดาห์หน้า (28 ก.ย. - 2 ต.ค. 2026) เป็นสัปดาห์ที่ข้อมูลหนาแน่นมาก เพราะเป็นรอยต่อปลายเดือนที่ตัวเลขเงินเฟ้อและตัวเลขแรงงานออกพร้อมกัน
ปฏิทินเหตุการณ์สำคัญ
- จันทร์ 28 ก.ย. — รายงานการประชุม BoJ (รอบ ก.ค.), กำไรภาคอุตสาหกรรมจีน (ส.ค.)
- อังคาร 29 ก.ย. — ประชุมธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) ตลาดให้น้ำหนักราว 92% ว่าจะขึ้นดอกเบี้ย 25 bps สู่ 4.60%, เงินเฟ้อสเปน, ดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจยูโรโซน, GDP แคนาดา, ตำแหน่งงานเปิดใหม่ JOLTS สหรัฐ
- พุธ 30 ก.ย. — ดัชนีราคา PCE สหรัฐ (ส.ค.) คาดหัวข้อรวม +0.4% m/m และแกนกลาง +0.3% m/m, ADP การจ้างงานเอกชน (ก.ย.), GDP สหรัฐไตรมาส 2 (ตัวเลขสุดท้าย), CPI เยอรมนี/ฝรั่งเศส/อิตาลี, CPI ออสเตรเลีย
- พฤหัสบดี 1 ต.ค. — ISM ภาคการผลิตสหรัฐ (ก.ย.) คาด 55.0 จาก 54.6, ยอดขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, CPI โตเกียว, CPI สวิส
- ศุกร์ 2 ต.ค. — การจ้างงานนอกภาคเกษตรสหรัฐ (NFP เดือน ก.ย.) คาด 100,000 ตำแหน่ง จากเดือนก่อน 162,000, เงินเฟ้อยูโรโซนเบื้องต้น คาด 3.5-3.8% y/y, CPI เกาหลีใต้
จุดที่ต้องจับตา
1. PCE คือตัวชี้วัดเงินเฟ้อที่เฟดใช้จริง — หลายคนคุ้นกับ CPI มากกว่า แต่ตัวเลขที่เฟดอ้างอิงในการตัดสินใจคือ PCE โดยเฉพาะ Core PCE ที่ตัดอาหารและพลังงานออก ถ้าออกมาสูงกว่าคาด จะยิ่งเพิ่มน้ำหนักให้ฝั่งที่มองว่าเฟดต้องขึ้นดอกเบี้ย และกดดันยีลด์กับดอลลาร์ต่อ ถ้าออกมาต่ำกว่าคาด แรงกดดันอาจคลายลง
2. NFP กับความขัดแย้งในตัวเลข — คาดการณ์ที่ 100,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่าเดือนก่อนพอสมควร ประเด็นที่น่าสนใจคือ ถ้าตลาดแรงงานชะลอแต่เงินเฟ้อยังสูง เฟดจะอยู่ในสถานการณ์ที่ยากขึ้น เพราะเครื่องมือเดียวกันแก้สองปัญหาไปพร้อมกันไม่ได้ ควรดูทั้งจำนวนตำแหน่งงาน อัตราว่างงาน และค่าจ้างรายชั่วโมงประกอบกัน ไม่ใช่ดูตัวเลขเดียว
3. ยีลด์ 10 ปีที่ระดับ 5.2% — นี่คือตัวแปรที่ส่งผลข้ามตลาดมากที่สุดตอนนี้ กระทบทั้งต้นทุนกู้ยืม การประเมินมูลค่าหุ้น ความน่าสนใจของทองคำ และทิศทางดอลลาร์ การติดตามว่ายีลด์จะยืนเหนือหรือหลุดระดับนี้ จะช่วยให้เห็นภาพรวมของทุกตลาดได้ชัดขึ้น
4. ความคืบหน้าการเจรจาสหรัฐ-อิหร่าน — เป็นตัวแปรที่คาดเดายากและเคลื่อนไหวเร็ว หากการเจรจาคืบหน้า ราคาน้ำมันอาจลงต่อและช่วยบรรเทาเงินเฟ้อ แต่หากสะดุด ราคาน้ำมันมีโอกาสดีดกลับและย้อนกลับมากดดันตลาดอีกครั้ง
5. RBA และเงินเฟ้อยูโรโซน — ถ้า RBA ขึ้นดอกเบี้ยจริงตามที่ตลาดคาด และเงินเฟ้อยูโรโซนออกมาสูง จะเป็นภาพที่ยืนยันว่าแรงกดดันเงินเฟ้อไม่ได้เป็นเรื่องของสหรัฐประเทศเดียว ซึ่งเป็นบริบทสำคัญในการอ่านตลาดโลก
สำหรับผู้เริ่มต้น สัปดาห์ที่มีข้อมูลหนาแน่นแบบนี้มักมาพร้อมความผันผวนที่สูงกว่าปกติ โดยเฉพาะในนาทีแรก ๆ หลังตัวเลขออก สิ่งที่มีประโยชน์กว่าการพยายามเดาทิศทางล่วงหน้า คือการทำความเข้าใจว่าแต่ละตัวเลขวัดอะไร และทำไมตลาดถึงให้ความสำคัญ เพราะความเข้าใจตรงนี้ใช้ได้ทุกสัปดาห์ ไม่ใช่แค่สัปดาห์เดียว
บทความนี้เพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน