หนึ่งในประเด็นที่กำหนดทิศทางตลาดสินค้าโภคภัณฑ์และเงินเฟ้อโลกในช่วงนี้ คือความพยายามเจรจาเพื่อคลี่คลายสถานการณ์บริเวณ ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
ทำไมฮอร์มุซถึงสำคัญ
ช่องแคบฮอร์มุซเป็นทางออกทะเลเพียงทางเดียวของอ่าวเปอร์เซีย เชื่อมแหล่งผลิตน้ำมันขนาดใหญ่ของซาอุดีอาระเบีย อิรัก คูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ และอิหร่าน ออกสู่ตลาดโลก จุดที่แคบที่สุดของช่องแคบมีความกว้างเพียงไม่กี่สิบกิโลเมตร ทำให้เรือบรรทุกน้ำมันต้องแล่นผ่านเส้นทางเดินเรือที่จำกัดมาก
ผลก็คือ ข่าวใดก็ตามที่กระทบความสามารถในการเดินเรือผ่านจุดนี้ จะถูกตลาดตีความเป็น "ความเสี่ยงด้านอุปทาน" ทันที และสะท้อนเข้าไปในราคาน้ำมันดิบภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง
สถานะการเจรจาล่าสุด
สหรัฐฯ อิหร่าน และโอมาน อยู่ระหว่างเจรจาข้อตกลงชั่วคราวเพื่อบริหารจัดการการจราจรทางเรือ โดยแนวคิดหลักคือให้เรือขาเข้าแล่นผ่านน่านน้ำอิหร่าน ส่วนเรือขาออกแล่นผ่านน่านน้ำโอมาน ภายใต้การประสานงานกับเตหะราน
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่อิหร่านออกมาเตือนว่าข้อตกลงนี้ จะไม่ทำให้ช่องแคบกลับมาเปิดเต็มรูปแบบ และร่างข้อเสนอเบื้องต้นที่ถูกเผยแพร่ออกมามีเงื่อนไขที่เข้มงวดกว่าที่ตลาดคาดไว้มาก ได้แก่
- ห้ามเรือของสหรัฐฯ และอิสราเอลแล่นผ่านช่องแคบ
- ประเทศอื่นที่อิหร่านมองว่าสร้างความเสียหายให้ตน จะยังไม่ได้รับอนุญาตให้ผ่าน จนกว่าจะมีการชดเชย
- กำหนดบทลงโทษผู้ฝ่าฝืน คิดเป็นมูลค่าราว 20% ของสินค้าบนเรือ
- การเปิดช่องแคบเต็มรูปแบบถูกผูกไว้กับเงื่อนไขการยกเลิกมาตรการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ
กล่าวอีกอย่างคือ ประเด็นแกนกลางที่สุด — ใครเป็นผู้ควบคุมเส้นทางเดินเรือ — ยังคงเป็นสิ่งที่ตกลงกันไม่ได้
ราคาน้ำมันสะท้อนอะไร
ความไม่แน่นอนนี้ทำให้ราคาน้ำมันในสัปดาห์ที่ผ่านมาแกว่งแรงเป็นช่วง ๆ ตามพาดหัวข่าว ต้นสัปดาห์ราคาปรับลงเมื่อมีสัญญาณว่าข้อตกลงมีความเป็นไปได้ จากนั้นวันพฤหัสบดีราคาดีดขึ้นกว่า 3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังมีข่าวร่างกฎหมายห้ามเรือสหรัฐฯ และอิสราเอลผ่านช่องแคบ ก่อนจะย่อลงอีกครั้งในวันศุกร์ โดยเบรนท์เคลื่อนไหวบริเวณ 82 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ WTI ราว 77 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปิดสัปดาห์ด้วยผลตอบแทนติดลบราว 9%
รูปแบบราคาแบบนี้บอกอะไรบางอย่าง คือตลาดกำลังซื้อขาย "ความน่าจะเป็นของข้อตกลง" มากกว่าตัวเลขอุปสงค์-อุปทานพื้นฐาน ซึ่งเป็นสภาวะที่ราคามีแนวโน้มผันผวนสูงและกลับทิศได้เร็วจากข่าวเพียงชิ้นเดียว
ผลกระทบต่อสินทรัพย์อื่น
ราคาพลังงานเป็นต้นทางของเงินเฟ้อในหลายช่องทาง ทั้งค่าขนส่ง ต้นทุนการผลิต และราคาพลังงานสำหรับครัวเรือน ดังนั้นความเสี่ยงด้านอุปทานจากฮอร์มุซจึงเชื่อมโยงตรงไปยัง
- นโยบายการเงิน — เงินเฟ้อที่ค้างสูงเป็นเหตุผลที่ทำให้ตลาดเคยให้น้ำหนักกับความเป็นไปได้ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายน ก่อนที่ตัวเลขจ้างงานอ่อนแอจะลดโอกาสดังกล่าวลง
- ทองคำ — ทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ที่นักลงทุนใช้กระจายความเสี่ยงในภาวะภูมิรัฐศาสตร์ตึงเครียด และเคลื่อนไหวใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
- ตลาดหุ้น — กลุ่มพลังงานได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันสูง ขณะที่กลุ่มสายการบิน ขนส่ง และการผลิตรับแรงกดดันด้านต้นทุน
- ค่าเงิน — ประเทศที่นำเข้าพลังงานสุทธิมักเผชิญแรงกดดันต่อดุลการค้าเมื่อราคาน้ำมันปรับขึ้นแรงและยืดเยื้อ
สิ่งที่ควรติดตามต่อ
ประเด็นที่กำหนดทิศทางต่อไปคือเนื้อหาฉบับจริงของข้อตกลง ว่าจะผ่อนคลายจากร่างเบื้องต้นมากน้อยเพียงใด รวมถึงข้อมูลเชิงปริมาณอย่างจำนวนเรือบรรทุกที่แล่นผ่านช่องแคบจริง และปริมาณการส่งออกน้ำมันจากภูมิภาค ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่เป็นรูปธรรมกว่าคำแถลงทางการเมือง
สำหรับผู้ที่ติดตามตลาด บทเรียนสำคัญจากสถานการณ์นี้คือ ในช่วงที่ราคาถูกขับเคลื่อนด้วยพาดหัวข่าวภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนระหว่างวันมักสูงกว่าปกติอย่างมีนัยสำคัญ และการเคลื่อนไหวของราคาอาจไม่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานในระยะสั้น
บทความนี้จัดทำเพื่อการศึกษาและให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน