ตลาดหุ้นสหรัฐกำลังส่งสัญญาณขัดแย้งกันเองอย่างชัดเจน ดัชนี Nasdaq ปิดทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ราว 27,383 จุดเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม และ S&P 500 ยืนใกล้จุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ราว 7,752 จุด แต่ใต้พื้นผิวของดัชนีเหล่านี้ หุ้นส่วนใหญ่กลับอยู่ในภาวะขาลง นี่คือภาวะที่นักวิเคราะห์เรียกว่า “ตลาดแคบ” (Narrow Breadth) และรอบนี้แคบที่สุดนับตั้งแต่ปี 2000
ตัวเลขที่บอกว่าใต้ผิวน้ำไม่สวยเหมือนดัชนี
- ดัชนี S&P 500 แบบถ่วงน้ำหนักเท่ากัน (Equal-Weight) กำลังเข้าสู่สัปดาห์ที่ติดลบต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 7 ซึ่งเกิดขึ้นเพียง 3 ครั้งในประวัติศาสตร์ โดยสองครั้งก่อนคือปี 2002 และ 2022 ซึ่งเป็นช่วงตลาดหมี
- หุ้นราว 52% ในดัชนี S&P 500 ซื้อขายต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน ขณะที่ดัชนียืนใกล้จุดสูงสุด ภาวะนี้เคยเกิดครั้งล่าสุดในเดือนมีนาคม 2000
- หุ้นที่ยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 50 วันเหลือเพียงราว 25% ลดลงจากราว 70% ในกลางเดือนสิงหาคม
- จำนวนหุ้นทำจุดต่ำสุดใหม่ใน 52 สัปดาห์บนตลาด NYSE มากกว่าหุ้นที่ทำจุดสูงสุดใหม่ 10 วันทำการติดต่อกัน
- กลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับ AI มีน้ำหนักรวมเกือบ 20% ของดัชนีทั้งตลาด และราว 42% ของกลุ่มเทคโนโลยี
เกิดจากอะไร
แรงขับเคลื่อนหลักมาจากสองด้านที่ดึงกันคนละทาง ด้านหนึ่ง เม็ดเงินไหลกลับเข้าหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่มีเรื่องราว AI รองรับ เพราะงบดุลแข็งแรงและไม่ต้องพึ่งการกู้ยืมมาก อีกด้านหนึ่ง หุ้นที่เหลือของตลาดกำลังเจอแรงกดจากต้นทุนการเงินที่สูง
ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุ 10 ปีขยับขึ้นมาบริเวณ 5.32% ซึ่งใกล้ระดับสูงสุดในรอบประมาณ 20 ปี ขณะเดียวกันดัชนีราคาของภาคบริการ (ISM Services Prices Paid) พุ่งขึ้นไปที่ระดับ 74 สะท้อนว่าต้นทุนยังไม่ยอมเย็นลง และราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ยืนเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลยิ่งเพิ่มแรงกดต่อหุ้นกลุ่มที่มีต้นทุนวัตถุดิบและขนส่งสูง
เมื่อต้นทุนเงินและต้นทุนสินค้าสูงพร้อมกัน บริษัทขนาดกลางและเล็กที่พึ่งพาหนี้จะถูกบีบกำไรก่อน ส่วนดัชนีที่ถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าตลาดจะยังดูดีอยู่ เพราะหุ้นใหญ่ไม่กี่ตัวช่วยพยุงภาพรวมเอาไว้
ผลต่อตลาดอื่นและต่อเทรดเดอร์
ภาพนี้สะท้อนออกไปในหลายตลาด ทองคำยืนบริเวณ 4,100-4,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยถูกถ่วงจากผลตอบแทนพันธบัตรที่แท้จริงซึ่งอยู่ในระดับสูง ขณะที่บิตคอยน์เคลื่อนไหวราว 85,600 ดอลลาร์ ยังต่ำกว่าระดับเปิดปี 2026 ซึ่งต่างจากภาพหุ้นเทคโนโลยีที่ทำจุดสูงสุดใหม่ สะท้อนว่าสินทรัพย์เสี่ยงไม่ได้ขึ้นพร้อมกันทั้งกลุ่มเหมือนรอบก่อน ๆ ด้านค่าเงินและตลาดดอกเบี้ย สัญญาล่วงหน้าสะท้อนโอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนตุลาคมเพียงราว 24% ทำให้ตัวเลขเงินเฟ้อ CPI และรายงานการประชุมเฟดที่จะออกมากลายเป็นตัวแปรสำคัญ
สิ่งที่เทรดเดอร์ควรเข้าใจคือ ดัชนีที่ทำนิวไฮไม่ได้แปลว่าพอร์ตหุ้นทั่วไปกำลังกำไร ความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่คือเมื่อดัชนีพึ่งพาหุ้นไม่กี่ตัว ข่าวร้ายเฉพาะตัวของหุ้นเหล่านั้นจะกระทบภาพรวมแรงกว่าปกติ อีกจุดที่น่าสังเกตคือส่วนต่างระหว่างความผันผวนระดับดัชนีกับความผันผวนของหุ้นรายตัวขึ้นไปทำสถิติสูงสุด ดัชนี VIX ยังอยู่ระดับต่ำ ขณะที่หุ้นรายตัวเหวี่ยงแรง หมายความว่าการวัดความเสี่ยงจากดัชนีเพียงอย่างเดียวอาจประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าความจริง
อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์หลายรายย้ำว่าตลาดแคบเป็น “สัญญาณเตือน ไม่ใช่คำพิพากษา” ในอดีตภาวะนี้ยืดเยื้อได้นานหลายเดือนก่อนที่ตลาดจะเปลี่ยนทิศ และบางครั้งก็คลี่คลายด้วยการที่หุ้นกลุ่มอื่นไล่ตามขึ้นมาแทนที่จะเป็นการปรับฐานของหุ้นใหญ่
บทความนี้จัดทำเพื่อการศึกษาและให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน