ปัจจัยที่ยังครอบงำตลาดการเงินทั่วโลกในช่วงนี้คือ "วิกฤตพลังงานจากสงครามอิหร่าน ปี 2026" ซึ่งเริ่มต้นจากปฏิบัติการทางทหารร่วมของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และยังส่งผลกระทบต่อเนื่องมาจนถึงเดือนมิถุนายน
เกิดอะไรขึ้น
หัวใจของวิกฤตอยู่ที่ ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันราว 20% ของการค้าน้ำมันโลก เมื่อช่องแคบนี้แทบใช้การไม่ได้ บวกกับการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในอิหร่านและประเทศแถบอ่าวเปอร์เซีย ทำให้เกิดการขาดแคลนอุปทานน้ำมันครั้งใหญ่ ซึ่งสำนักงานพลังงานสากล (IEA) ระบุว่าเป็น "การหยุดชะงักของอุปทานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดน้ำมันโลก"
ผลต่อราคาน้ำมัน
- ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นกว่า 55% นับตั้งแต่สงครามเริ่ม โดย Brent ขยับจากราว 72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลก่อนสงคราม ไปแตะใกล้ 120 ดอลลาร์ในช่วงพีค
- ปัจจุบันราคาย่อลงมาทรงตัวในกรอบ 80-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ยังไม่กลับสู่ระดับก่อนวิกฤต เพราะปัญหาคอขวดด้านอุปทานและความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐานยังคงอยู่
ผลกระทบที่ลามไปทั้งตลาด
ราคาพลังงานที่สูงขึ้นจุดความกังวลเรื่อง เงินเฟ้อ และความเสี่ยง ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวพร้อมเงินเฟ้อสูง (stagflation) ซึ่งกดดันการตัดสินใจด้านนโยบายการเงิน นี่คือเหตุผลส่วนหนึ่งที่ทำให้ทองคำย่อตัวจากแรงกดดันคาดการณ์นโยบายที่ตึงตัวขึ้น และทำให้สินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโตเผชิญแรงขาย
เทรดเดอร์ควรจับตาอะไร
- สถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ — หากกลับมาเปิดได้ ราคาน้ำมันอาจคลายตัว
- ตัวเลขเงินเฟ้อและท่าทีธนาคารกลาง ซึ่งเป็นตัวกำหนดทิศทางทองคำและสินทรัพย์เสี่ยง
- ความผันผวนที่อาจสูงกว่าปกติ เพราะข่าวภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนเร็ว
บทความนี้จัดทำเพื่อการศึกษาและให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน