ประเด็นที่ตลาดการเงินทั่วโลกจับตามากที่สุดในเวลานี้ ไม่ใช่คำถามว่า "เฟดจะลดดอกเบี้ยเมื่อไหร่" แต่เป็นคำถามที่กลับด้านกันว่า "เฟดจะต้องกลับมาขึ้นดอกเบี้ยอีกหรือไม่" ซึ่งเป็นโจทย์ที่เปลี่ยนวิธีคิดของนักลงทุนไปพอสมควร
ทำไมถึงกลับมาพูดถึงการขึ้นดอกเบี้ย
ต้นตอมาจากราคาพลังงาน ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา การเผชิญหน้าระหว่างสหรัฐและอิหร่านทำให้การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก ถูกรบกวนเป็นระยะ ผลคือราคาน้ำมันดิบเบรนท์ถูกดันขึ้นไปยืนแถว 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และสร้างแรงกดดันเงินเฟ้อรอบใหม่ผ่านต้นทุนขนส่งและราคาน้ำมันหน้าปั๊ม
เมื่อเงินเฟ้อมีความเสี่ยงจะเร่งตัวจากฝั่งต้นทุน ตลาดจึงเริ่มกลับมาให้น้ำหนักว่าเฟดอาจต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดไม่ให้ความคาดหวังเงินเฟ้อหลุดกรอบ ซึ่งเมื่อสัปดาห์ก่อนความน่าจะเป็นของการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายนเคยขึ้นไปถึงราว 55%
ข้อมูลล่าสุดพลิกน้ำหนัก
สองรายงานที่ออกมาในสัปดาห์นี้ทำให้ภาพเปลี่ยน
- CPI เดือนกรกฎาคม ชะลอลงเป็นเดือนที่สองมาที่ 3.4% เมื่อเทียบรายปี และ +0.1% เมื่อเทียบรายเดือน ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐานที่ไม่รวมอาหารและพลังงาน +0.2% รายเดือน และ 2.5% รายปี ซึ่งเป็นอัตราต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2021
- PPI เดือนกรกฎาคม ทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลง ต่ำกว่าคาดที่ +0.2% แปลว่าแรงกดดันด้านต้นทุนในระดับผู้ผลิตยังไม่ส่งผ่านมาที่ผู้บริโภคอย่างรุนแรงอย่างที่กลัวกัน
ผลคือความน่าจะเป็นของการขึ้นดอกเบี้ยในการประชุม 16 กันยายน ร่วงจากราว 55% เหลือประมาณ 34%
ตลาดตอบสนองอย่างไร
การเปลี่ยนน้ำหนักครั้งนี้ส่งผลชัดเจนข้ามสินทรัพย์
- ตลาดพันธบัตร ยีลด์ 2 ปีและ 10 ปีลดลงกว่า 5 bps มาที่ 4.145% และ 4.641% ตามลำดับ เพราะนักลงทุนลดการคาดการณ์ดอกเบี้ยระยะสั้น
- ตลาดหุ้น S&P 500 ทำจุดปิดสูงสุดใหม่ที่ 7,798.99 จุด เนื่องจากดอกเบี้ยที่ต่ำลงหมายถึงอัตราคิดลดกระแสเงินสดที่ต่ำลง เป็นบวกกับหุ้นเติบโตเป็นพิเศษ จึงเห็น Nasdaq นำหน้า Dow
- ทองคำ ยืนเหนือ 4,400 ดอลลาร์ ใกล้จุดสูงสุดรอบ 10 สัปดาห์ เพราะเมื่อดอกเบี้ยมีแนวโน้มไม่สูงขึ้น ต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือทองซึ่งไม่จ่ายผลตอบแทนก็ลดลง
- ค่าเงิน ดัชนีดอลลาร์อ่อนลงเล็กน้อยมาที่ราว 99.87 แต่ยังไม่หลุดแนว 100 อย่างเด็ดขาด เพราะแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยจากความเสี่ยงตะวันออกกลางยังช่วยพยุงไว้
สิ่งที่เทรดเดอร์ควรเข้าใจ
ประเด็นสำคัญคือตลาดตอนนี้ถูกขับเคลื่อนด้วย สองแรงที่สวนทางกัน ฝั่งหนึ่งคือเงินเฟ้อที่ชะลอตัวตามข้อมูลจริง อีกฝั่งคือความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่พร้อมดันราคาพลังงานกลับขึ้นได้ทุกเมื่อ ล่าสุดสถานการณ์ผ่อนคลายลงจากการเจรจาระหว่างอิหร่านและโอมาน ทำให้ราคาน้ำมันย่อลง แต่หากการโจมตีเรือสินค้ากลับมาอีกครั้ง สมการเงินเฟ้อก็จะพลิกกลับได้เร็วมาก
ในทางปฏิบัติ หมายความว่าความผันผวนรอบวันประกาศข้อมูลเศรษฐกิจและข่าวภูมิรัฐศาสตร์มีแนวโน้มสูงกว่าปกติ และความสัมพันธ์ระหว่างสินทรัพย์ที่เคยคุ้นเคย เช่น ทองคำกับดอลลาร์ อาจไม่เคลื่อนไหวสวนทางกันเสมอไป เพราะทั้งคู่ต่างได้แรงหนุนจากสถานะสินทรัพย์ปลอดภัยพร้อมกัน จุดที่ควรติดตามต่อไปคือถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟดก่อนการประชุมเดือนกันยายน และพัฒนาการของสถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ
บทความนี้จัดทำเพื่อการศึกษาและให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน