วันที่ 4 ตุลาคม 2026 กลุ่มผู้ผลิตน้ำมันหลักในโอเปกพลัส ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย รัสเซีย อิรัก คูเวต คาซัคสถาน แอลจีเรีย และโอมาน ตกลงคงเพดานการผลิตเดือนพฤศจิกายนไว้เท่าเดือนกันยายน โดยซาอุดีอาระเบียอยู่ที่ราว 10.48 ล้านบาร์เรลต่อวัน และรัสเซียราว 9.95 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวแถว 101-102 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ WTI ราว 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
แต่ตัวเลขที่ตลาดกำลังจับตามากกว่าราคาน้ำมันดิบ คือ ราคาน้ำมันดีเซล ซึ่งกลายเป็นจุดคอขวดจริงของเงินเฟ้อพลังงานรอบนี้
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่น้ำมันดิบ แต่อยู่ที่โรงกลั่น
หลังเหตุโจมตีอิหร่านเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ และการปิดช่องแคบฮอร์มุซในเดือนมีนาคม ปริมาณเรือผ่านช่องแคบลดลงเหลือระดับหลักหน่วยต่อวัน เทียบกับค่าเฉลี่ยก่อนสงครามที่ 138-140 ลำต่อวัน ผลที่ตามมาคือการส่งออกดีเซลและก๊าซออยล์จากตะวันออกกลางและรัสเซียหายไปกว่า 50% เหลือราว 1.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากเดิมประมาณ 3.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน (ข้อมูล Vortexa) ขณะที่สต็อกน้ำมันกลั่นกลางของสหรัฐอยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีราว 12%
ภาวะนี้สะท้อนออกมาที่ส่วนต่างค่าการกลั่น (crack spread) ซึ่งเป็นช่องว่างระหว่างราคาน้ำมันสำเร็จรูปกับราคาน้ำมันดิบ โดยส่วนต่างของดีเซลทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เมื่อเดือนสิงหาคม และค่าการกลั่นแบบ 3-2-1 เฉลี่ยเดือนสิงหาคมอยู่ที่ราว 65.6 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2006 ด้านราคาขายปลีกดีเซลสหรัฐทำจุดสูงสุดเดือนกันยายนที่ประมาณ 6.53 ดอลลาร์ต่อแกลลอน
มาตรการที่ออกมาตรงจุดคอขวดมากขึ้น
กลุ่ม G7 ร่วมกับ IEA ประกาศปล่อยน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันจากคลังสำรองฉุกเฉินสูงสุด 100 ล้านบาร์เรล กระจายในช่วง 4 เดือน โดยเน้นปล่อยดีเซลแบบเร่งน้ำหนักไว้ใน 20 วันแรก ซึ่งต่างจากการปล่อยสำรองรอบก่อนๆ ที่เน้นน้ำมันดิบเป็นหลัก ตลาดตอบรับทันทีด้วยสัญญาดีเซลล่วงหน้าที่ปรับลงราว 8% ในวันศุกร์ที่ผ่านมา
จุดที่ต้องระวังคือ การคงเพดานผลิตของโอเปกพลัสไม่ได้ช่วยคลายคอขวดฝั่งโรงกลั่น และการผลิตจริงของซาอุดีอาระเบีย อิรัก และคูเวต ยังอยู่ต่ำกว่าระดับก่อนสงคราม การซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานพลังงานที่ถูกโจมตีใช้ทั้งเงินและเวลา
ส่งผลต่อแต่ละตลาดอย่างไร
- หุ้นและดัชนี — ดีเซลคือต้นทุนของการขนส่ง เกษตร เหมือง และก่อสร้าง กลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์เผชิญแรงกดดันด้านอัตรากำไร ขณะที่กลุ่มโรงกลั่นได้ประโยชน์จากค่าการกลั่นที่สูง ทำให้ภาพในตลาดหุ้นแยกตามกลุ่มมากกว่าเคลื่อนไหวไปทางเดียวกัน
- พันธบัตร — เงินเฟ้อจากฝั่งต้นทุนพลังงานทำให้โจทย์ของเฟดซับซ้อนขึ้น เพราะตลาดแรงงานที่อ่อนแรงชี้ไปทางลดดอกเบี้ย แต่ต้นทุนพลังงานที่สูงกดดันคาดการณ์เงินเฟ้อระยะยาว ซึ่งมักสะท้อนที่พันธบัตรปลายเส้นอายุยาวมากกว่าตัวสั้น
- ทองคำและสินค้าโภคภัณฑ์ — ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์และเงินเฟ้อยังเป็นปัจจัยหนุนการถือทองคำในฐานะเครื่องมือกระจายความเสี่ยง ส่วนสินค้าเกษตรมีต้นทุนขนส่งและเครื่องจักรผูกกับดีเซลโดยตรง
- คริปโต — ยังเคลื่อนไหวตามภาวะสภาพคล่องและความกล้ารับความเสี่ยงของตลาดโดยรวม หากเงินเฟ้อพลังงานทำให้ความคาดหวังการลดดอกเบี้ยถูกเลื่อนออกไป แรงกดดันมักมาผ่านช่องทางนี้
- ค่าเงิน — ประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิในเอเชียรับผลกระทบจากดุลการค้าที่แย่ลง ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานที่กดดันค่าเงินของกลุ่มนี้เมื่อราคาพลังงานยืนสูงนาน
สิ่งที่ควรติดตามในสัปดาห์นี้
- ดีเซลจากคลังสำรองถูกส่งเข้าตลาดจริงตามกำหนด 20 วันแรกหรือไม่
- ตัวเลขสต็อกน้ำมันกลั่นกลางรายสัปดาห์ของสหรัฐ ว่าเริ่มฟื้นหรือยัง
- ส่วนต่างค่าการกลั่นดีเซล ถ้ายังยืนสูงแปลว่าปัญหาอยู่ที่กำลังกลั่นและเส้นทางขนส่ง ไม่ใช่ปริมาณน้ำมันดิบ
บทความนี้จัดทำเพื่อการศึกษาและให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน