ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในตลาดการเงินช่วงนี้ ไม่ใช่ผลประกอบการบริษัทหรือการประชุมธนาคารกลาง แต่เป็น อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี ที่พุ่งขึ้นแตะ 5.33% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบราว 19 ปี หรือสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2007
ยีลด์พันธบัตรคืออะไร และทำไมต้องสนใจ
อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (bond yield) คือผลตอบแทนที่ผู้ซื้อพันธบัตรจะได้รับ ถ้าราคาพันธบัตรลดลง ยีลด์จะสูงขึ้น และในทางกลับกัน พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ถือเป็น "อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงไร้ความเสี่ยง" ของโลก ดังนั้นเมื่อยีลด์ขยับขึ้น ต้นทุนการกู้ยืมทั่วทั้งระบบก็ปรับขึ้นตาม ทั้งดอกเบี้ยบ้าน ดอกเบี้ยหุ้นกู้เอกชน และต้นทุนเงินทุนของบริษัท
ทำไมยีลด์ระยะยาวถึงขึ้น ทั้งที่เฟดยังไม่ขึ้นดอกเบี้ย
จุดที่ทำให้รอบนี้ต่างจากปกติคือ ยีลด์ระยะยาวขึ้นสวนทางกับข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนลง และสวนทางกับความคาดหวังว่าเฟดจะยังไม่ขยับดอกเบี้ย นักวิเคราะห์ในตลาดชี้ไปที่ปัจจัยหลัก 3 ข้อ
- ความเสี่ยงเงินเฟ้อที่ยังไม่หมด — ราคาพลังงานที่ปรับขึ้นจากปัญหาช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ผู้ลงทุนต้องการผลตอบแทนชดเชยเงินเฟ้อในระยะยาวเพิ่มขึ้น
- ภาระการกู้ยืมของรัฐบาลสหรัฐฯ — เมื่อรัฐบาลต้องออกพันธบัตรจำนวนมากเพื่อชดเชยการขาดดุล อุปทานพันธบัตรที่ล้นตลาดจะกดราคาลงและดันยีลด์ขึ้น
- การแข่งขันแย่งเงินทุนจากคลื่นลงทุน AI — บริษัทเทคโนโลยีและผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน AI ระดมทุนผ่านตราสารหนี้ในปริมาณมหาศาลเพื่อสร้างศูนย์ข้อมูล ซึ่งเป็นอุปทานหนี้ใหม่ที่เข้ามาแย่งเงินในตลาดเดียวกัน
ผลกระทบต่อตลาดหุ้น
ยีลด์ระยะยาวที่สูงขึ้นทำให้ "สภาวะทางการเงิน" (financial conditions) ตึงตัวขึ้นได้ แม้ธนาคารกลางจะไม่ได้ทำอะไรเลย และผลกระทบมักไม่เท่ากันในแต่ละกลุ่มหุ้น
หุ้นที่ถูกกระทบหนักที่สุดคือหุ้นเติบโตที่มีค่า P/E สูง เพราะมูลค่าของหุ้นกลุ่มนี้พึ่งพากำไรในอนาคตที่ไกลออกไป เมื่ออัตราคิดลดสูงขึ้น มูลค่าปัจจุบันของกำไรเหล่านั้นจะลดลงทันที ส่วนกลุ่มที่สองที่เปราะบางคือบริษัทที่มีหนี้สูงหรือต้องรีไฟแนนซ์บ่อย ซึ่งเห็นได้จากการที่หุ้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ใช้เงินกู้หนักปรับตัวลงแรงกว่าตลาดในวันที่ยีลด์พุ่ง
ในทางกลับกัน กลุ่มที่มีกระแสเงินสดมั่นคง เช่น สินค้าจำเป็นและสุขภาพ รวมถึงกลุ่มพลังงานที่ได้อานิสงส์จากราคาน้ำมัน มักทนแรงกดดันได้ดีกว่าในสภาวะแบบนี้
สิ่งที่เทรดเดอร์มักติดตามในสถานการณ์แบบนี้
- ความชันของเส้นอัตราผลตอบแทน — ส่วนต่างระหว่างยีลด์ 30 ปีกับ 2 ปี บอกว่าตลาดกำลังกังวลเรื่องเงินเฟ้อและวินัยการคลังระยะยาวมากแค่ไหน
- ผลการประมูลพันธบัตร — ถ้าความต้องการซื้อในการประมูลอ่อนแอ ยีลด์มักถูกดันขึ้นต่อ
- ราคาพลังงาน — เป็นตัวเชื่อมโดยตรงระหว่างความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์กับตัวเลขเงินเฟ้อรอบถัดไป
- ความสัมพันธ์ระหว่างหุ้นกับพันธบัตร — เมื่อทั้งสองตลาดปรับลงพร้อมกัน การกระจายความเสี่ยงแบบดั้งเดิมจะทำงานได้น้อยลง
โดยสรุป ยีลด์ 30 ปีที่ระดับสูงสุดในรอบเกือบสองทศวรรษ เป็นสัญญาณว่าตลาดกำลังประเมินราคาความเสี่ยงระยะยาวใหม่ ทั้งเรื่องเงินเฟ้อ วินัยการคลัง และความต้องการเงินทุนมหาศาลของยุค AI ซึ่งเป็นตัวแปรที่ส่งผลข้ามไปยังทุกตลาด ไม่ใช่แค่ตลาดพันธบัตรเท่านั้น
บทความนี้จัดทำเพื่อการศึกษาและให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน