สัปดาห์หน้าตลาดหุ้นสหรัฐจะเข้าสู่ฤดูกาลประกาศงบไตรมาส 3 ปี 2026 อย่างเป็นทางการ โดย JPMorgan Chase จะเปิดฉากในวันอังคารที่ 13 ตุลาคม และสิ่งที่ทำให้รอบนี้ต่างจากปกติ ไม่ใช่ตัวเลขกำไรที่คาดการณ์ไว้สูง แต่เป็น ทิศทางของการปรับประมาณการ ที่สวนทางกับสถิติในอดีตอย่างชัดเจน
ประมาณการถูกปรับขึ้น ไม่ใช่ปรับลง
ข้อมูลจาก FactSet ระบุว่านักวิเคราะห์คาดการณ์กำไรของบริษัทในดัชนี S&P 500 ไตรมาส 3 จะเติบโต 29.5% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน เพิ่มขึ้นจากที่คาดไว้ 26.7% เมื่อต้นไตรมาส ขณะที่รายได้คาดโต 12.3% ซึ่งจะเป็นไตรมาสที่สามติดกันที่รายได้โตเป็นเลขสองหลัก
จุดที่ควรสังเกตคือตลอดไตรมาส (30 มิ.ย. ถึง 30 ก.ย.) ประมาณการกำไรต่อหุ้นถูกปรับขึ้น 1.4% ในขณะที่สถิติย้อนหลังระบุว่านักวิเคราะห์มักจะปรับประมาณการลงเฉลี่ยราว 2.2% ระหว่างไตรมาส พร้อมกันนั้นมีบริษัท 72 จาก 116 แห่ง หรือ 62% ที่ให้ guidance กำไรในเชิงบวก ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เทียบค่าเฉลี่ย 5 ปีที่ 40%
ทำไมเรื่องนี้สำคัญกับทุกตลาด
บริบทรอบนี้คือดัชนี S&P 500 ปิดทำสถิติใหม่ที่ 7,818.93 จุด ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุ 10 ปีอยู่ราว 5.27% และอายุ 30 ปีราว 5.65% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่าสองทศวรรษ ตามหลักการประเมินมูลค่า ต้นทุนเงินที่สูงขึ้นควรกดดัน valuation ของหุ้น แต่ที่ตลาดยังเดินหน้าได้ เพราะการเติบโตของกำไรวิ่งเร็วกว่าการขยับขึ้นของอัตราคิดลด
ตัวเลขที่สะท้อนเรื่องนี้ชัดที่สุดคือ forward P/E ของ S&P 500 ที่ 19.0 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี (19.8 เท่า) และต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปี (19.1 เท่า) แปลว่าราคาที่ทำนิวไฮขึ้นมาถูกหนุนด้วยตัวเลขกำไรคาดการณ์ที่ขยับขึ้นตาม ไม่ใช่การขยาย multiple เพียงอย่างเดียว
ด้านกลับของเหรียญคือเมื่อประมาณการถูกปรับขึ้นและ guidance เป็นบวกเป็นประวัติการณ์ เกณฑ์ที่ตลาดตั้งไว้ก็สูงขึ้นไปด้วย ในรอบที่ความคาดหวังต่ำ งบที่ออกมา "พอใช้" มักเพียงพอให้ราคาขึ้น แต่ในรอบที่ความคาดหวังถูกยกขึ้นล่วงหน้า งบที่เพียงแค่ตรงตามคาดอาจไม่พอ และความอ่อนไหวต่อถ้อยคำของผู้บริหารเรื่องแนวโน้มข้างหน้าจะมีน้ำหนักมากกว่าตัวเลขไตรมาสที่ผ่านมา
ผลกระทบที่เชื่อมโยงถึงสินทรัพย์อื่น
- หุ้นและดัชนี — 5 กลุ่มคาดโตเลขสองหลัก นำโดยพลังงาน เทคโนโลยี สื่อสาร และวัสดุ สะท้อนว่าการเติบโตกระจายตัวมากกว่ารอบก่อน อย่างไรก็ดี Russell 2000 ยังย่อตัวสวนทางดัชนีใหญ่ ชี้ว่าภาพกำไรที่ดีกระจุกอยู่ในบริษัทขนาดใหญ่
- พันธบัตร — หากงบออกมาแข็งแรงต่อเนื่อง จะยิ่งลดน้ำหนักเหตุผลเรื่องเศรษฐกิจชะลอที่ใช้สนับสนุนการลดดอกเบี้ย ซึ่งเป็นแรงกดให้ยีลด์ยืนสูงต่อ
- พลังงานและโภคภัณฑ์ — กำไรกลุ่มพลังงานอิงราคาน้ำมันที่ยังสูง (Brent ราว 98 ดอลลาร์, WTI ราว 88 ดอลลาร์) ส่วนกลุ่มวัสดุได้แรงหนุนจากราคาโลหะ โดยทองคำเคลื่อนไหวราว 4,186 ดอลลาร์ และเงินราว 61 ดอลลาร์ต่อออนซ์
- ค่าเงิน — ส่วนต่างผลตอบแทนที่ยังเอื้อต่อดอลลาร์กดให้ EUR/USD อยู่ใกล้ระดับต่ำสุดในรอบ 17 เดือน ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรญี่ปุ่นอายุ 10 ปีขึ้นเหนือ 3.0% เป็นอีกตัวแปรที่เปลี่ยนสมการ
- คริปโต — เคลื่อนไหวตามความอยากรับความเสี่ยงโดยรวม จึงมักอ่อนไหวกับผลงบของกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่โดยอ้อม
สิ่งที่ควรติดตาม
สองจุดที่ควรแยกให้ออกจากกันคือ ตัวเลขไตรมาสที่ประกาศออกมา กับ guidance ของไตรมาสถัดไป เพราะในรอบที่ตลาดตั้งความคาดหวังสูงไว้ล่วงหน้า ปฏิกิริยาราคามักถูกกำหนดโดยส่วนที่สองมากกว่า อีกจุดคือดูว่าการเติบโตยังกระจายในหลายกลุ่มหรือกลับไปกระจุกที่กลุ่มเดิม ซึ่งเป็นตัวชี้คุณภาพของการปรับขึ้นของดัชนี
บทความนี้จัดทำเพื่อการศึกษาและให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน