ตลาดการเงินโลกในวันอังคารที่ 18 สิงหาคม 2026 เคลื่อนไหวในโทน "ระมัดระวัง" โดยแรงกดดันหลักมาจากสองปัจจัยที่เกิดขึ้นพร้อมกัน คือ ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่กลับมารุนแรงขึ้น และ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวของสหรัฐฯ ที่พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 2 ทศวรรษ
หุ้นสหรัฐ: ปิดลบ นำโดยกลุ่มเทคโนโลยี
ดัชนีหลักของสหรัฐฯ ปิดในแดนลบทั้งกระดาน โดยดัชนี S&P 500 ปิดที่ราว 7,691 จุด ลดลงประมาณ 0.7% ดัชนี Dow Jones ปรับลงราว 0.2% ขณะที่ Nasdaq Composite ปรับตัวลงหนักสุดราว 1.3%
จุดที่น่าสังเกตคือ แรงขายกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI มากกว่าจะเป็นการเทขายทั้งตลาด โดยระหว่างวันมีหุ้นใน S&P 500 ราว 299 ตัวที่ยังปิดบวก และกลุ่มพลังงาน กลุ่มสุขภาพ รวมถึงกลุ่มสินค้าจำเป็นยังยืนได้ดี สะท้อนว่าเป็นการ "หมุนเงิน" ออกจากหุ้นที่ราคาแพงมากกว่าการหนีออกจากตลาดหุ้นทั้งหมด
หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ถูกกดดันชัดเจน เช่น Micron, SanDisk, Western Digital และ AMD ปรับตัวลงตั้งแต่ช่วงก่อนเปิดตลาด ส่วนหนึ่งเป็นการขายทำกำไรหลังจากราคาวิ่งขึ้นแรงตามกระแส AI ก่อนหน้านี้ ขณะที่ CoreWeave ร่วงกว่า 8% เพราะเป็นบริษัทที่มีภาระหนี้สูงและอ่อนไหวต่อต้นทุนการกู้ยืมที่แพงขึ้น
พันธบัตร: ตัวแปรที่สำคัญที่สุดของวัน
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี ขยับขึ้นทดสอบระดับ 5.33% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 ก่อนจะย่อลงมาปิดแถว 5.28% ส่วนอายุ 10 ปีขยับเข้าใกล้ 4.75%
สาเหตุที่ยีลด์ระยะยาวขึ้น ไม่ได้มาจากการคาดการณ์ว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ย แต่มาจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง 3 อย่าง ได้แก่ ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่ยังลงไม่ถึงเป้า ปริมาณการกู้ยืมของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่สูง และการแข่งขันระดมทุนที่เพิ่มขึ้นจากคลื่นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ผลคือ "ต้นทุนเงิน" ในระบบตึงตัวขึ้นได้ แม้ธนาคารกลางจะยังไม่ขยับดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อกับหุ้นเติบโตที่ราคาสูง
น้ำมันและทองคำ
ราคาน้ำมันปรับขึ้นจากความเสี่ยงด้านอุปทาน โดย WTI เคลื่อนไหวแถว 84-85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ Brent อยู่ราว 91 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังบันทึกความเข้าใจระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ให้เวลาเจรจา 60 วันหมดอายุลง และประธานาธิบดีทรัมป์ระบุว่าจะไม่ต่ออายุ ทำให้การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังติดขัด
ด้านทองคำเคลื่อนไหวผสม โดยราคาสัญญาล่วงหน้าอยู่ในกรอบราว 4,430-4,455 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แม้จะมีแรงหนุนจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ แต่ก็ถูกถ่วงจากยีลด์พันธบัตรที่สูงขึ้น ซึ่งทำให้ต้นทุนการถือครองสินทรัพย์ที่ไม่มีดอกผลอย่างทองคำแพงขึ้นตาม ส่วนโลหะเงินย่อตัวลงมาแถว 65 ดอลลาร์ต่อออนซ์
คริปโตและค่าเงิน
Bitcoin เคลื่อนไหวบริเวณ 64,000 ดอลลาร์ และ Ethereum อยู่แถว 1,900 ดอลลาร์ โดยทั้งคู่เปิดตลาดบวกแต่ย่อลงระหว่างวันตามบรรยากาศความเสี่ยงที่แย่ลง ซึ่งสอดคล้องกับภาวะที่นักวิเคราะห์ยังถกเถียงกันว่าตลาดคริปโตผ่านจุดต่ำสุดของรอบขาลงแล้วหรือยัง
ฝั่งค่าเงิน ดัชนีดอลลาร์ (DXY) ยังเคลื่อนไหวในกรอบใกล้ระดับ 100 โดยได้แรงหนุนสวนทางกันสองด้าน คือ ยีลด์สหรัฐฯ ที่สูงและความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงที่ภูมิรัฐศาสตร์ตึงเครียด
สรุปภาพรวม
- ตัวขับเคลื่อนหลักของวันคือ ยีลด์พันธบัตรระยะยาว ไม่ใช่ผลประกอบการหรือดอกเบี้ยนโยบาย
- ความเสี่ยงจากช่องแคบฮอร์มุซดันราคาพลังงานขึ้น และเป็นแรงกดดันเงินเฟ้อรอบใหม่
- แรงขายกระจุกในหุ้นเทคฯ มากกว่าจะเป็นการเทขายทั้งตลาด
บทความนี้จัดทำเพื่อการศึกษาและให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน