ประเด็นที่กำลังกดดันตลาดโลกมากที่สุดในขณะนี้คือความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน ซึ่งลุกลามจาก "วิกฤตอุปทานน้ำมัน" ไปสู่ "วิกฤตเชื้อเพลิงสำเร็จรูป" และล่าสุดยกระดับเป็นสงครามทางเศรษฐกิจเต็มรูปแบบ
เกิดอะไรขึ้น
- ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญที่สุดของโลก อยู่ในภาวะไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติมาตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมีนาคม
- ประธานาธิบดีสหรัฐประกาศปฏิบัติการกดดันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่านครั้งใหญ่ พร้อมขู่ใช้มาตรการทางการเงินกับประเทศที่ให้การสนับสนุนอิหร่าน
- สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ประกาศระงับการค้าและธุรกรรมทางการเงินทั้งหมดกับอิหร่าน หลังระบุว่าถูกยิงขีปนาวุธ โดยก่อนหน้านี้ UAE เป็นแหล่งนำเข้าอันดับหนึ่งของอิหร่าน คิดเป็นสัดส่วนกว่า 30% ของการนำเข้าทั้งหมดในปี 2024
- การเจรจาสันติภาพยังไม่มีกำหนดการที่ชัดเจน
ทำไมตลาดถึงตอบสนองแรง
ฮอร์มุซไม่ใช่แค่เส้นทางส่งออกน้ำมันดิบ แต่ยังเป็นเส้นทางของ LNG และผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมด้วย เมื่อเส้นทางนี้ติดขัดเป็นเวลานาน ผลกระทบจะไม่หยุดอยู่ที่ราคาน้ำมันดิบ แต่ลามไปถึงโรงกลั่นและราคาน้ำมันสำเร็จรูป ซึ่งเป็นต้นทุนที่ส่งผ่านถึงผู้บริโภคโดยตรง
ผลคือราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับขึ้นต่อเนื่องหลายวันทำการ ขึ้นมาซื้อขายในกรอบราว 92-95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนหลายสิบดอลลาร์
ผลกระทบต่อสินทรัพย์อื่น
- เงินเฟ้อและพันธบัตร — ราคาพลังงานที่สูงขึ้นทำให้ตลาดกังวลว่าเงินเฟ้อจะลงช้ากว่าที่คาด ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐระยะยาวถูกกดดันจนขึ้นไปแตะระดับสูงสุดตั้งแต่ปี 2007 ในสัปดาห์นี้
- หุ้น — ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นกระทบอัตรากำไรของกลุ่มขนส่ง อุตสาหกรรม และค้าปลีก ขณะที่กลุ่มพลังงานมักได้ประโยชน์ ทำให้ภาพรวมดัชนีเคลื่อนไหวแบบกระจัดกระจายตามน้ำหนักกลุ่มอุตสาหกรรม
- ทองคำ — ได้แรงหนุนจากสถานะสินทรัพย์ปลอดภัย โดยราคาปรับขึ้นกว่า 10% ในรอบหนึ่งเดือน
- ค่าเงิน — สกุลเงินของประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิมักถูกกดดันในภาวะราคาน้ำมันสูง เพราะดุลการค้าแย่ลง ขณะที่สกุลเงินของประเทศผู้ส่งออกพลังงานมักได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ
สิ่งที่ควรติดตามต่อ
- ความคืบหน้าของการเจรจาเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นตัวแปรที่มีน้ำหนักมากที่สุดต่อราคาพลังงาน
- ท่าทีของประเทศคู่ค้าอิหร่านรายอื่นว่าจะเดินตาม UAE หรือไม่
- ตัวเลขเงินเฟ้อรอบถัดไปของสหรัฐ โดยเฉพาะหมวดพลังงานและค่าขนส่ง
- ปริมาณสำรองน้ำมันและกำลังการกลั่นในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งเป็นผู้นำเข้าหลักผ่านเส้นทางนี้
มุมมองเชิงความรู้
เหตุการณ์ลักษณะนี้เป็นตัวอย่างคลาสสิกของ "supply shock" คือ ราคาขึ้นเพราะอุปทานหาย ไม่ใช่เพราะอุปสงค์ดีขึ้น ซึ่งต่างจากภาวะราคาน้ำมันขึ้นตามเศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างสิ้นเชิง ผลข้างเคียงคือมันสร้างแรงกดดันเงินเฟ้อพร้อมกับกดการเติบโต ทำให้ธนาคารกลางอยู่ในสถานะที่ตัดสินใจยาก และทำให้ความผันผวนของตลาดสูงกว่าปกติ
ในเชิงการติดตามข้อมูล ผู้เรียนรู้ตลาดควรแยกให้ออกระหว่างข่าวที่กระทบ "อุปทานจริง" กับข่าวที่กระทบเพียง "ความรู้สึกของตลาด" เพราะทั้งสองอย่างส่งผลต่อราคาในกรอบเวลาที่ต่างกันมาก
บทความนี้จัดทำเพื่อการศึกษาและให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน