ลองนึกถึงวันที่พอร์ตเขียว เราเปิดแอปดูแทบทุกชั่วโมง ดูแล้วยิ้ม ปิดแล้วเปิดดูใหม่ แต่พอวันที่พอร์ตแดง กลับไม่อยากแตะโทรศัพท์เลย บอกตัวเองว่า "ไว้ค่อยดูพรุ่งนี้" หรือ "ถือยาวอยู่แล้ว ไม่ต้องดูก็ได้" ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าการไม่ดูไม่ได้ทำให้ตัวเลขดีขึ้นสักบาท
พฤติกรรมหลบไม่ดูข้อมูลที่คาดว่าจะเป็นข่าวร้าย มีชื่อเรียกว่า Ostrich Effect หรือปรากฏการณ์นกกระจอกเทศ ตั้งชื่อตามความเชื่อที่ว่านกกระจอกเทศเอาหัวมุดทรายเวลาตกใจ (ในความเป็นจริงมันไม่ได้ทำแบบนั้น แต่ชื่อติดปากไปแล้ว) ในการเทรด อคตินี้ไม่ได้แค่ทำให้เราเสียโอกาส แต่มักเป็นต้นทางของการปล่อยไม้ขาดทุนให้ลุกลามจนคุมไม่อยู่
นักลงทุน 1.1 ล้านคน กับพฤติกรรมเปิดดูพอร์ต
ชื่อ Ostrich Effect ถูกใช้ครั้งแรกในงานของ Karlsson, Loewenstein และ Seppi (2009) ซึ่งพบว่านักลงทุนในสแกนดิเนเวียเข้าไปดูมูลค่าพอร์ตของตัวเองบ่อยขึ้นในช่วงที่ตลาดขึ้น และดูน้อยลงในช่วงที่ตลาดลง
งานที่ยืนยันเรื่องนี้ในสเกลใหญ่คือ Sicherman, Loewenstein, Seppi และ Utkus (2016) ตีพิมพ์ใน Review of Financial Studies ทีมวิจัยได้ข้อมูลการล็อกอินและซื้อขายของนักลงทุน 1.1 ล้านคน จากบริษัทจัดการกองทุนรายใหญ่ในสหรัฐฯ รวมกว่า 852 ล้านรายการตลอดสองปี แล้วนำมาเทียบกับผลตอบแทนตลาดในวันก่อนหน้า
ผลที่ได้ชัดเจน หลังวันที่ตลาดหุ้นปรับตัวลง จำนวนการล็อกอินเข้าดูพอร์ตลดลงราว 9.5% และยิ่งดัชนีความผันผวน VIX สูงขึ้น คนก็ยิ่งเข้าดูน้อยลง ในทางกลับกัน หลังวันที่ตลาดขึ้น คนกลับเข้ามาดูบ่อยขึ้น ซึ่งทีมวิจัยตีความว่าเป็นการเข้ามา "เสพ" ข่าวดีซ้ำ ๆ
ที่น่าสนใจคือพฤติกรรมนี้ค่อนข้างคงที่ในแต่ละคน ใครที่เป็นนกกระจอกเทศปีนี้ มักเป็นนกกระจอกเทศปีหน้าด้วย และกลุ่มนี้มีแนวโน้มซื้อขายน้อยลงหลังตลาดตก ซึ่งฟังดูดีในมุมของการไม่ตื่นตระหนก แต่ก็หมายความว่าเขาไม่ได้ตัดสินใจอะไรเลยในช่วงที่ควรต้องตัดสินใจมากที่สุด
ทำไมสมองถึงเลือกไม่ดู
คำอธิบายหลักของ Loewenstein คือ ข้อมูลไม่ได้มีแค่ "ประโยชน์ในการตัดสินใจ" แต่มี "ความรู้สึก" ติดมาด้วย การเห็นตัวเลขขาดทุนทำให้เจ็บทันที ส่วนประโยชน์ของการรู้ตัวเลขนั้นมาทีหลังและไม่ชัดเจน สมองจึงเลือกหลบความเจ็บที่แน่นอนตรงหน้า แลกกับประโยชน์คลุมเครือในอนาคต
อีกกลไกหนึ่งคือ ตราบใดที่ยังไม่เห็นตัวเลข เรายังรักษา "ความหวัง" ไว้ได้ การเปิดดูเท่ากับเปลี่ยนความไม่แน่นอนที่พอรับได้ ให้กลายเป็นความจริงที่ต้องเผชิญ ซึ่งสัมพันธ์กับสิ่งที่พูดไว้ในบท Loss Aversion ว่าความเจ็บจากการเสียหนักกว่าความสุขจากการได้
ราคาของการไม่ดู
ในชีวิตเทรดเดอร์ Ostrich Effect มักปรากฏในสามรูปแบบ
หนึ่ง ไม้ที่ไม่มี Stop Loss ตอนเปิดไม้ตั้งใจว่าจะคุมเอง แต่พอราคาวิ่งสวนก็ไม่อยากดู กว่าจะกลับมาดูอีกทีขาดทุนก็ใหญ่เกินกว่าจะตัดใจ แล้วไปจบที่บท Sunk Cost Fallacy ว่าถือมาขนาดนี้แล้วจะตัดได้ยังไง
สอง ไม่กล้าเปิดสมุดบันทึกการเทรด หลายคนจดบันทึกเฉพาะช่วงที่กำไร พอช่วงแพ้ติดกันก็หยุดจด ทั้งที่ช่วงนั้นคือช่วงที่ข้อมูลมีค่าที่สุดสำหรับการพัฒนา
สาม เลี่ยงดูสรุปรายเดือน เทรดรายวันแล้วรู้สึกว่าพอไปได้ แต่ไม่เคยรวมตัวเลขทั้งเดือน เพราะกลัวว่ารวมแล้วจะติดลบ สุดท้ายจึงไม่รู้ว่าระบบของตัวเองทำเงินได้จริงหรือไม่
สังเกตว่าทั้งสามรูปแบบมีจุดร่วมเดียวกัน คือ การไม่ดูไม่ได้เปลี่ยนผลลัพธ์ แต่เปลี่ยนเวลาที่เราจะรู้ผลให้ช้าลง และในตลาด ความช้าคือต้นทุน
วิธีออกจากหลุมทราย
หนึ่ง ย้ายการตัดสินใจไปไว้ก่อนเจ็บ ตั้ง Stop Loss ในระบบทุกไม้ตั้งแต่ตอนเปิดออเดอร์ ซึ่งเป็นช่วงที่ยังคิดด้วยเหตุผลได้ ถ้าถึงเวลาราคามาถึงจุดนั้น ระบบจะจัดการให้โดยไม่ต้องให้เราเป็นคนกดในตอนที่ไม่อยากดู (ดูบท วิธีตั้ง Stop Loss และ Take Profit)
สอง ดูตามตาราง ไม่ใช่ตามอารมณ์ กำหนดเวลาตรวจพอร์ตให้ชัด เช่น วันละครั้งเวลาเดิม ไม่ว่าวันนั้นจะเขียวหรือแดง การมีกติกาล่วงหน้าทำให้การดูไม่ใช่เรื่องของความกล้า แต่เป็นงานประจำ
สาม จดไม้ที่แพ้ให้ละเอียดกว่าไม้ที่ชนะ ถ้าสังเกตว่าตัวเองหยุดจดบันทึกช่วงที่ขาดทุน ให้ถือเป็นสัญญาณเตือนทันที เพราะช่วงนั้นคือช่วงที่สมุดบันทึกมีประโยชน์ที่สุด (ดูบท Trading Journal)
สี่ คิดเป็นหน่วย R ตัวเลขติดลบเป็นเงินบาทจะกระตุ้นอารมณ์มากกว่า "ติดลบ 0.8R" การแปลงหน่วยช่วยให้ดูสถานะได้โดยไม่เจ็บจนต้องหลบ และบอกได้ทันทีว่ายังอยู่ในแผนหรือหลุดแผนแล้ว
สิ่งที่ต้องจำ
- Ostrich Effect คือการหลบไม่ดูข้อมูลที่คาดว่าจะเป็นข่าวร้าย ทั้งที่การไม่ดูไม่ได้เปลี่ยนผลลัพธ์
- ✅ Karlsson, Loewenstein & Seppi (2009) นักลงทุนดูพอร์ตบ่อยขึ้นตอนตลาดขึ้น และน้อยลงตอนตลาดลง
- ✅ Sicherman และคณะ (2016) นักลงทุน 1.1 ล้านคน ล็อกอินลดลง 9.5% หลังวันที่ตลาดลง และยิ่งน้อยลงเมื่อ VIX สูง
- ในการเทรด มักออกมาเป็นไม้ไม่มี Stop Loss ไม่จดบันทึกช่วงแพ้ และไม่กล้ารวมผลรายเดือน
- วิธีแก้ ตั้ง SL ในระบบ · ดูพอร์ตตามตาราง · จดไม้ที่แพ้ให้ละเอียด · คิดเป็นหน่วย R
คำเตือน: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ด้านจิตวิทยาสำหรับผู้ที่สนใจการเทรดเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนหรือการชี้นำให้ซื้อขายสินทรัพย์ใด งานวิจัยที่อ้างถึงศึกษากลุ่มตัวอย่างเฉพาะในช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งอาจต่างจากตลาดและบริบทอื่น ผลในอดีตไม่ได้บ่งชี้ผลในอนาคต การซื้อขายสินทรัพย์ทางการเงินมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินลงทุน ผู้อ่านควรประเมินความเสี่ยงด้วยตนเองก่อนตัดสินใจ