ชนะติดกันห้าไม้ · ทุกอย่างที่แตะกลายเป็นทอง · ความคิดที่โผล่ขึ้นมาแทบจะทันทีคือ "ช่วงนี้อ่านตลาดออกจริง ๆ ไม้ต่อไปเพิ่มขนาดหน่อยดีกว่า"
ไม้ที่หกกลายเป็นไม้ที่ลบมากกว่ากำไรของห้าไม้แรกรวมกัน · เรื่องนี้เกิดซ้ำจนเป็นแบบแผน เพราะหลังชนะติดกันมีอคติสองตัวทำงานพร้อมกันคือ Overconfidence หรือความมั่นใจเกินจริง กับ Recency Bias หรือการให้น้ำหนักกับสิ่งที่เพิ่งเกิดมากเกินไป
ความมั่นใจโตเร็วกว่าฝีมือเสมอ
ปัญหาของ Overconfidence ไม่ใช่การคิดว่าตัวเองเก่ง · ปัญหาคือความมั่นใจขยับตามผลลัพธ์ล่าสุด ในขณะที่ฝีมือจริงขยับตามชั่วโมงบินซึ่งช้ากว่ามาก · ชนะห้าไม้ไม่ได้แปลว่าฝีมือเพิ่มขึ้นห้าเท่า แต่ความมั่นใจมักเพิ่มประมาณนั้น
สิ่งที่ตามมาคือช่องว่างระหว่างสองอย่างนี้ · และช่องว่างนั้นถูกเติมเต็มด้วยขนาดไม้ที่ใหญ่ขึ้น เงื่อนไขที่หย่อนลง และการเทรดในสิ่งที่ไม่เคยเทรด · ความเสี่ยงจริงในพอร์ตจึงพุ่งขึ้นในจังหวะเดียวกับที่เรารู้สึกปลอดภัยที่สุด
อีกอาการที่เห็นชัดคือการให้เครดิตตัวเองกับผลที่ดี และโทษตลาดกับผลที่แย่ · ไม้ที่กำไรถูกจำว่า "เพราะวิเคราะห์แม่น" ส่วนไม้ที่ขาดทุนถูกจำว่า "เพราะข่าวออกมาแปลก" · เมื่อบันทึกในหัวเป็นแบบนี้ บทเรียนจึงไม่มีทางเกิด เพราะไม่มีอะไรที่เป็นความผิดของเราเลย
งานวิจัยเชื่อมความมั่นใจกับผลตอบแทนได้ตรง ๆ
งานคลาสสิกของ Barber และ Odean ที่ตีพิมพ์ในปี 2001 ใช้ข้อมูลบัญชีจริงของ 37,664 ครัวเรือน ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 1991 ถึงมกราคม 1997 เพื่อทดสอบว่าความมั่นใจเกินจริงส่งผลต่อผลตอบแทนจริงหรือไม่
ผลที่ได้คือกลุ่มที่งานวิจัยด้านจิตวิทยาระบุว่ามีแนวโน้มมั่นใจเกินจริงมากกว่า หมุนพอร์ตราว 77% ต่อปี เทียบกับอีกกลุ่มที่ราว 53% ต่อปี หรือเทรดมากกว่าราว 45% · และเมื่อวัดผลกระทบ พบว่าการเทรดกินผลตอบแทนสุทธิของกลุ่มแรกไปราว 2.65 จุดเปอร์เซ็นต์ต่อปี ขณะที่อีกกลุ่มเสียราว 1.72 จุด
สิ่งที่ตัวเลขชุดนี้พิสูจน์ไม่ใช่ว่าใครเก่งกว่าใคร · มันพิสูจน์ว่าความมั่นใจที่มากขึ้นแปลงเป็นการเทรดที่ถี่ขึ้น และการเทรดที่ถี่ขึ้นแปลงเป็นผลตอบแทนที่หายไปจริง ๆ · ความมั่นใจจึงไม่ใช่เรื่องของความรู้สึกล้วน มันมีราคาที่จ่ายเป็นตัวเลขได้
Recency Bias — สิ่งที่เพิ่งเกิดดังกว่าความจริง
อคติตัวที่สองทำงานคู่กันพอดี · Recency Bias คือการให้น้ำหนักกับข้อมูลล่าสุดมากเกินสัดส่วนที่ควรเป็น · ในทางปฏิบัติแปลว่าผลของสิบไม้ล่าสุดมีอิทธิพลต่อความรู้สึกมากกว่าสถิติของสามร้อยไม้ที่ผ่านมา
เรื่องนี้มีหลักฐานระดับตลาดทั้งตลาด · งานของ Greenwood และ Shleifer ที่ตีพิมพ์ในปี 2014 รวบรวมข้อมูลความคาดหวังของนักลงทุนจากหกแหล่งข้อมูล ครอบคลุมปี 1963 ถึง 2011 แล้วพบภาพที่ชัดเจนมาก
ความคาดหวังของนักลงทุนสูงขึ้นตามผลตอบแทนที่เพิ่งเกิดและตามระดับราคาที่สูงขึ้น · แต่เมื่อเทียบกับผลตอบแทนคาดการณ์ที่ได้จากแบบจำลอง ความคาดหวังเหล่านั้นกลับสวนทางกันอย่างชัดเจน · แปลว่าคนมองโลกในแง่ดีที่สุดในจังหวะที่ตลาดวิ่งมาไกลแล้ว และมองแย่ที่สุดหลังตลาดร่วงหนัก ซึ่งเป็นจังหวะที่ผลตอบแทนข้างหน้ามักดีกว่า
เมื่อสองอย่างมาพร้อมกัน
ลำพังอคติตัวเดียวยังพอรับมือได้ · แต่ที่อันตรายคือมันมักมาคู่กันเป็นวงจร · เริ่มจากชนะติดกันไม่กี่ไม้ ทำให้ผลล่าสุดถูกตีความว่าเป็นฝีมือ ไม่ใช่ช่วงจังหวะที่เข้าทางระบบพอดี · จากนั้นความมั่นใจก็ผลักให้เพิ่มขนาดไม้ · พอไม้ใหญ่ขึ้น ผลลัพธ์ก็แกว่งแรงขึ้น และไม้ที่แพ้ไม้เดียวก็ลบกำไรทั้งชุดได้
จุดที่ทำให้วงจรนี้ร้ายกว่าที่คิดคือมันเกิดตอนที่ทุกอย่างกำลังไปได้ดี · ไม่มีสัญญาณเตือนแบบตอนขาดทุน ไม่มีความรู้สึกแย่ให้สะดุด · มีแต่ความรู้สึกว่ากำลังเข้าที่เข้าทาง ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ไม่มีใครอยากขัดจังหวะ
วิธีคุมความมั่นใจโดยไม่ต้องเลิกมั่นใจ
เป้าหมายไม่ใช่การทำให้ตัวเองไม่มั่นใจ เพราะการเทรดโดยไม่มีความมั่นใจเลยก็ทำไม่ได้เหมือนกัน · เป้าหมายคือทำให้ความมั่นใจเปลี่ยนขนาดไม้ไม่ได้
ข้อแรกคือผูกขนาดไม้กับสูตรตายตัว เช่นคิดจากเปอร์เซ็นต์ความเสี่ยงต่อพอร์ตและระยะจุดตัดขาดทุน ไม่ใช่จากความรู้สึกว่าไม้นี้ชัวร์แค่ไหน · เมื่อขนาดไม้มาจากสูตร ความมั่นใจก็ไม่มีทางเข้ามาสั่งได้
ข้อสองคือห้ามเพิ่มขนาดไม้ทันทีหลังชนะติดกัน · ถ้าจะขยับให้ขยับตามรอบที่กำหนดไว้ล่วงหน้า เช่นทบทวนทุกสิ้นเดือนหรือทุก 50 ไม้ ไม่ใช่ขยับกลางสัปดาห์ที่กำลังฟอร์มดี
ข้อสามคือประเมินฝีมือด้วยกลุ่มตัวอย่างที่ใหญ่พอ · ผลของห้าหรือสิบไม้บอกอะไรไม่ได้เลยเพราะความบังเอิญมีน้ำหนักสูงมากในกลุ่มเล็ก · ควรดูอย่างน้อยหลักหลายสิบไม้ขึ้นไปก่อนจะสรุปว่าระบบดีขึ้นหรือแย่ลง
ข้อสุดท้ายคือบันทึกเหตุผลของผลลัพธ์แยกจากตัวผลลัพธ์ · ทุกไม้ให้จดว่าทำถูกกระบวนการหรือไม่ แยกจากช่องกำไรขาดทุน · จะได้เห็นชัดว่าไม้ที่กำไรบางไม้เกิดจากการทำผิดกระบวนการแล้วบังเอิญรอด ซึ่งเป็นไม้ที่อันตรายที่สุดเพราะมันสอนสิ่งที่ผิดให้เรา
สรุปบทเรียน
หลังชนะติดกันมีอคติสองตัวทำงานพร้อมกัน ตัวแรกคือ Overconfidence ซึ่งทำให้ความมั่นใจขยับตามผลลัพธ์ล่าสุดในขณะที่ฝีมือจริงขยับช้ากว่ามาก ช่องว่างระหว่างสองอย่างนี้ถูกเติมด้วยขนาดไม้ที่ใหญ่ขึ้นและเงื่อนไขที่หย่อนลง งานของ Barber และ Odean ปี 2001 ที่ใช้ข้อมูลบัญชีจริง 37,664 ครัวเรือนระหว่างปี 1991 ถึง 1997 พบว่ากลุ่มที่มีแนวโน้มมั่นใจเกินจริงมากกว่าหมุนพอร์ตราว 77% ต่อปีเทียบกับอีกกลุ่มที่ราว 53% และการเทรดกินผลตอบแทนสุทธิของกลุ่มแรกไปราว 2.65 จุดเปอร์เซ็นต์ต่อปีเทียบกับ 1.72 จุดของอีกกลุ่ม ส่วนอคติตัวที่สองคือ Recency Bias ซึ่งงานของ Greenwood และ Shleifer ปี 2014 ที่รวบรวมข้อมูลความคาดหวังจากหกแหล่งครอบคลุมปี 1963 ถึง 2011 พบว่าความคาดหวังของนักลงทุนสูงขึ้นตามผลตอบแทนที่เพิ่งเกิดและระดับราคาที่สูงขึ้น แต่กลับสวนทางกับผลตอบแทนคาดการณ์เชิงแบบจำลอง เมื่อสองอย่างมาพร้อมกันจึงเกิดวงจรที่อันตรายเพราะมันเกิดตอนที่ทุกอย่างกำลังไปได้ดีและไม่มีสัญญาณเตือน ทางแก้คือผูกขนาดไม้กับสูตรตายตัว ห้ามขยายไม้ทันทีหลังชนะติดกัน ประเมินฝีมือจากกลุ่มตัวอย่างที่ใหญ่พอ และบันทึกกระบวนการแยกจากผลลัพธ์
สิ่งที่ต้องจำ
- 🔑 ความมั่นใจขยับตามผลล่าสุด แต่ฝีมือขยับตามชั่วโมงบิน — ช่องว่างถูกเติมด้วยไม้ที่ใหญ่ขึ้นและเงื่อนไขที่หย่อนลง
- Barber & Odean (2001): บัญชีจริง 37,664 ครัวเรือน ปี 1991-1997 · กลุ่มที่มั่นใจเกินจริงมากกว่าหมุนพอร์ต 77%/ปี เทียบกับ 53%/ปี (เทรดมากกว่าราว 45%)
- ⚠️ การเทรดกินผลตอบแทนสุทธิของกลุ่มแรก 2.65 จุด/ปี เทียบกับ 1.72 จุด/ปี ของอีกกลุ่ม — ความมั่นใจมีราคาที่จ่ายเป็นตัวเลขได้
- Greenwood & Shleifer (2014): ข้อมูล 6 แหล่ง ปี 1963-2011 · ความคาดหวังสูงสุดหลังตลาดวิ่งมาไกล ต่ำสุดหลังตลาดร่วง — สวนทางกับผลตอบแทนคาดการณ์เชิงแบบจำลอง
- อาการที่ต้องจับให้ได้: ให้เครดิตตัวเองตอนกำไร โทษตลาดตอนขาดทุน — บันทึกแบบนี้ทำให้ไม่มีบทเรียนเกิดขึ้นเลย
- วงจรนี้ร้ายเพราะเกิดตอนทุกอย่างกำลังไปได้ดี ไม่มีความรู้สึกแย่ให้สะดุด
- ✅ กฎ 4 ข้อ: ขนาดไม้มาจากสูตร · ห้ามขยายไม้หลังชนะติด · ดูผลจากกลุ่มตัวอย่างใหญ่พอ · แยกบันทึกกระบวนการจากผลลัพธ์
- ไม้ที่ทำผิดกระบวนการแล้วบังเอิญกำไร คือไม้ที่อันตรายที่สุด เพราะมันสอนสิ่งที่ผิดให้เรา
คำเตือน: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ด้านจิตวิทยาและพฤติกรรมการตัดสินใจในการเทรดเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนหรือการชี้นำให้ซื้อขายสินทรัพย์ใด ตัวเลขจากงานวิจัยที่อ้างถึงเป็นผลการศึกษาในช่วงเวลาและกลุ่มตัวอย่างที่ระบุไว้ ไม่ได้รับประกันว่าจะเกิดผลแบบเดียวกันกับทุกคนหรือทุกตลาด การซื้อขายสินทรัพย์ทางการเงินมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินลงทุน ผู้อ่านควรศึกษาข้อมูลและประเมินความเสี่ยงด้วยตนเองก่อนตัดสินใจ