หลังคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐ (FOMC) มีมติเอกฉันท์ 12-0 ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% สู่กรอบ 3.75-4.00% เมื่อวันที่ 16 กันยายน ซึ่งเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกตั้งแต่ปี 2023 ตลาดไม่ได้หยุดอยู่ที่ครั้งนั้น แต่เดินหน้าไปตั้งราคารับ "วงจรขึ้นดอกเบี้ยรอบใหม่" ต่อเนื่องอีก 2 ครั้งภายในปีนี้ นี่คือจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างที่กำลังจัดระเบียบราคาสินทรัพย์ทุกประเภทใหม่
ตลาดตั้งราคารับอะไรไว้แล้ว
ข้อมูลจากตลาดอนุพันธ์ดอกเบี้ยและตลาดคาดการณ์สะท้อนความน่าจะเป็นที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในการประชุมวันที่ 28 ตุลาคม อยู่ในช่วงราว 60-70% และสำหรับการประชุมเดือนธันวาคมขยับขึ้นไปในช่วงราว 78-95% (ตัวเลขต่างกันตามแหล่งข้อมูล) หมายความว่าตลาดมองเส้นทางดอกเบี้ยปลายปีนี้ไปถึงระดับราว 4.25%
สิ่งที่หนุนมุมมองนี้มาจากตัวเฟดเอง Dot Plot รอบล่าสุดชี้ว่ากรรมการ 16 จาก 19 คนคาดว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 1 ครั้งก่อนสิ้นปี และมี 4 คนที่มองถึง 2 ครั้ง ขณะที่ประมาณการเงินเฟ้อ PCE ปี 2026 อยู่ที่ 3.7% (ทั่วไป) และ 3.4% (พื้นฐาน) โดยเฟดยอมรับว่าเงินเฟ้ออาจไม่กลับเข้าเป้า 2% จนถึงปี 2029 ประธานเฟด Kevin Warsh ระบุชัดว่าเงินเฟ้อ "สูงเกินไปและสูงมานานเกินไป"
ทำไมข้อมูลเศรษฐกิจยังเข้าข้างฝ่ายเหยี่ยว
- เศรษฐกิจไม่ชะลอ — ตัวเลข PMI สหรัฐออกมาแข็งแรงเกินคาด และตลาดแรงงานยังทนทาน ทำให้เฟดไม่มีแรงกดดันให้ต้องผ่อนคลาย
- ต้นทุนพลังงานยังสูง — น้ำมัน WTI ยืนราว 92.70 ดอลลาร์/บาร์เรล และเบรนท์ใต้ระดับ 98 ดอลลาร์ ขณะที่การเจรจาสหรัฐ-อิหร่านเรื่องช่องแคบฮอร์มุซยังไม่คืบหน้า พลังงานแพงคือตัวตอกย้ำความเสี่ยงเงินเฟ้อรอบสอง
ผลกระทบกระจายตัวไม่เท่ากันในแต่ละตลาด
จุดที่น่าสนใจของรอบนี้คือ นโยบายเดียวกันให้ผลต่างกันมากในแต่ละสินทรัพย์
- พันธบัตร — ยีลด์ 10 ปีขึ้นไปบริเวณ 5.17% และเคยแตะสูงสุดราว 5.22% ขณะที่ยีลด์ 2 ปีอยู่ที่ราว 4.81% การที่ปลายยาวขึ้นแรงกว่าปลายสั้นสะท้อนว่าตลาดกังวลเงินเฟ้อระยะยาว ไม่ใช่แค่ดอกเบี้ยระยะสั้น
- ค่าเงิน — ดัชนีดอลลาร์ (DXY) ขึ้นไปราว 100.7 สูงสุดในรอบประมาณ 2 เดือน ยูโร/ดอลลาร์อ่อนลงมาบริเวณ 1.14 และดอลลาร์/เยนยืนใกล้ 158 ซึ่งเป็นระดับที่ตลาดเริ่มจับตาโอกาสแทรกแซงของทางการญี่ปุ่นหากเข้าใกล้ 160
- ทองคำ — ราคาย่อลงมาราว 4,255 ดอลลาร์/ออนซ์ ใกล้ระดับต่ำสุดในรอบ 7 สัปดาห์ เพราะดอกเบี้ยจริงที่สูงขึ้นทำให้ต้นทุนการถือทองแพงขึ้น แต่ต้องมองให้ครบว่าปีนี้ทองยังบวกราว 11% และแรงซื้อเชิงโครงสร้างจากธนาคารกลางและการนำเข้าทองของจีนยังเป็นแรงพยุงอยู่
- หุ้นสหรัฐ — ภาพแยกชัดเจน ดัชนี Nasdaq ปิดสัปดาห์ที่ 27,068 จุด (+2.06%) โดยกลุ่มเทคโนโลยีบวก 3.1% จากกระแสลงทุน AI ขณะที่ S&P 500 อยู่ที่ 7,743 จุด (+1.21%) ดาวโจนส์บวกเพียง 0.28% กลุ่มสาธารณูปโภคที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ยติดลบ 3.04% และหุ้นขนาดเล็ก Russell 2000 ลบ 0.8% เพราะบริษัทเล็กพึ่งพาเงินกู้ลอยตัวมากกว่า จึงเจ็บจากดอกเบี้ยสูงก่อนใคร
- คริปโต — บิตคอยน์เคลื่อนไหวบริเวณ 84,000 ดอลลาร์ ยังถูกกดจากสภาพคล่องที่ตึงตัวขึ้นตามดอกเบี้ย
ตัวเลขที่จะเป็นตัวตัดสินสัปดาห์นี้
สัปดาห์นี้มีข้อมูลที่จะยืนยันหรือหักล้างสมมติฐาน "ขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง" ได้แก่ เงินเฟ้อ PCE เดือนสิงหาคม, GDP ไตรมาส 2 ประมาณการครั้งที่ 3, รายงานการจ้างงาน ADP, ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนกันยายน, Chicago PMI และรายละเอียดข้อตกลงภาษีสหรัฐ-จีน
สิ่งที่เทรดเดอร์ควรเข้าใจจากรอบนี้
บทเรียนไม่ใช่เรื่องทิศทางราคา แต่เป็นเรื่องกลไกการส่งผ่าน เมื่อคาดการณ์ดอกเบี้ยเปลี่ยน แรงกระทบจะไม่เท่ากัน สินทรัพย์ที่ไม่มีกระแสเงินสด (ทองคำ คริปโต) และธุรกิจที่มีหนี้สูงหรือกำไรอยู่ไกลในอนาคต จะอ่อนไหวมากกว่าบริษัทใหญ่ที่มีเงินสดหนา นี่คือเหตุผลที่ดัชนีเดียวกันอาจทำนิวไฮขณะที่หุ้นส่วนใหญ่ในตลาดยังไม่ฟื้น การอ่านตลาดในภาวะเช่นนี้จึงต้องดู "ใครนำ ใครตาม" ไม่ใช่ดูแค่ตัวเลขดัชนี และควรตระหนักว่าความผันผวนรอบวันประกาศข้อมูลมีแนวโน้มสูงขึ้นเมื่อตลาดตั้งราคารับสถานการณ์ใดไว้แน่นแล้ว
บทความนี้จัดทำเพื่อการศึกษาและให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน