ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐชุดล่าสุดกำลังวาดภาพที่ทำให้ตลาดอึดอัด นั่นคือผู้บริโภคเริ่มชะลอการใช้จ่ายอย่างชัดเจน ในขณะที่เงินเฟ้อยังไม่ยอมลงมาสู่เป้าหมาย 2% ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) นี่คือส่วนผสมที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่าความเสี่ยง stagflation หรือภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวพร้อมเงินเฟ้อสูง ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่จัดการยากที่สุดสำหรับธนาคารกลาง
เกิดอะไรขึ้นกับผู้บริโภคสหรัฐ
สัญญาณเตือนมาพร้อมกันหลายด้านในสัปดาห์ที่ผ่านมา
- ยอดค้าปลีกเดือนกรกฎาคมหดตัว 0.6% ขณะที่ตลาดคาดว่าจะเป็นบวก 0.1% · ส่วนที่น่ากังวลกว่าคือกลุ่ม control group ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่นำไปคำนวณ GDP โดยตรง พลิกจาก +0.4% เป็น -0.4%
- ความเชื่อมั่นผู้บริโภคมิชิแกนร่วงมาที่ 51.0 ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำมากในเชิงประวัติศาสตร์ ลดลง 12.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน
- ค่าจ้างที่แท้จริงติดลบ เงินเฟ้อล่าสุดอยู่ที่ 3.4% ต่อปี ขณะที่การเติบโตของค่าจ้างเฉลี่ยอยู่ที่ราว 3.2% หมายความว่ากำลังซื้อจริงของครัวเรือนหดตัวติดต่อกันมาหลายเดือน
เมื่อการบริโภคคิดเป็นสัดส่วนราวสองในสามของเศรษฐกิจสหรัฐ การที่ครัวเรือนเริ่มรัดเข็มขัดจึงเป็นเรื่องที่ตลาดละเลยไม่ได้
แล้วทำไมเฟดถึงยังลดดอกเบี้ยไม่ได้ง่ายๆ
ตามตำรา เมื่อเศรษฐกิจชะลอ ธนาคารกลางควรลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้น แต่ปัญหาคือเงินเฟ้อยังอยู่ที่ 3.4% สูงกว่าเป้าหมาย 2% อย่างมีนัยสำคัญ โดยหมวดที่ยังกดดันคือค่าที่อยู่อาศัย ซึ่งคิดเป็นราวสองในสามของการเพิ่มขึ้นของดัชนีราคาในเดือนล่าสุด ขณะที่ราคาพลังงานแม้จะลดลง 1.5% ในเดือนกรกฎาคม แต่ยังสูงกว่าปีก่อนถึง 14.7%
ผลก็คือเฟดคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่กรอบ 3.50–3.75% ต่อเนื่องเป็นการประชุมครั้งที่ห้า และตลาดเองก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ ตัวเลขล่าสุดสะท้อนว่านักลงทุนให้โอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายนราว 32% ซึ่งเป็นเรื่องผิดปกติมากสำหรับช่วงที่เศรษฐกิจกำลังส่งสัญญาณอ่อนแรง
สัญญาณจากตลาดพันธบัตรที่ต้องอ่านให้ออก
จุดที่บอกอะไรได้เยอะที่สุดคือ ในวันที่ข้อมูลเศรษฐกิจออกมาแย่ อัตราผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปีกลับปรับขึ้น 5.6 basis points มาที่ 4.695% แทนที่จะลดลงตามปกติ
ตามกลไกทั่วไป ข่าวเศรษฐกิจแย่จะทำให้เงินไหลเข้าพันธบัตร ราคาขึ้น ยีลด์ลง เพราะตลาดคาดว่าธนาคารกลางจะผ่อนคลายนโยบาย การที่ยีลด์สวนทางขึ้นจึงตีความได้ว่าตลาดกำลังให้น้ำหนักกับความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อมากกว่าความเสี่ยงด้านการเติบโต ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของสภาวะ stagflation
ความหมายต่อผู้ที่ติดตามตลาด
- ความสัมพันธ์ระหว่างสินทรัพย์อาจเปลี่ยน ในภาวะปกติ หุ้นกับพันธบัตรมักเคลื่อนไหวสวนทางกัน แต่ในภาวะเงินเฟ้อสูง ทั้งสองอย่างอาจลงพร้อมกันได้ ทำให้การกระจายความเสี่ยงแบบเดิมทำงานได้ไม่ดีเท่าที่เคย
- ทองคำได้แรงหนุนจากความไม่แน่นอน ราคายืนเหนือ 4,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สะท้อนความต้องการสินทรัพย์ที่ใช้ป้องกันเงินเฟ้อและความเสี่ยงเชิงนโยบาย
- ค่าเงินดอลลาร์อยู่ในภาวะลังเล ข้อมูลเศรษฐกิจที่แย่กดดันให้อ่อนค่า แต่บอนด์ยีลด์ที่สูงขึ้นกลับดึงกลับ ทำให้การเคลื่อนไหวมีลักษณะแกว่งในกรอบมากกว่าเป็นเทรนด์ชัดเจน
- ความผันผวนรอบข้อมูลเศรษฐกิจจะสูงขึ้น เมื่อตลาดยังไม่มีข้อสรุปว่าเฟดจะเอนไปทางไหน ตัวเลขแต่ละตัวจึงมีน้ำหนักต่อราคามากกว่าปกติ
สิ่งที่ควรจับตาต่อไป
ประเด็นสำคัญคือข้อมูลชุดถัดไปจะยืนยันภาพใด หากยอดค้าปลีกและความเชื่อมั่นฟื้นกลับ ขณะที่เงินเฟ้อชะลอลงต่อ ตลาดก็จะกลับสู่โหมดผ่อนคลาย แต่หากผู้บริโภคยังอ่อนแรงพร้อมกับเงินเฟ้อที่ค้างสูง โจทย์ของเฟดจะยิ่งยากขึ้น และความผันผวนของตลาดก็มีแนวโน้มเพิ่มตาม
บทความนี้จัดทำเพื่อการศึกษาและให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน