เรามักได้ยินสองความเชื่อที่ขัดกันเองเกี่ยวกับแนวรับแนวต้าน ฝั่งหนึ่งบอกว่า "แนวที่ถูกทดสอบหลายครั้งคือแนวที่แข็งแรง เพราะพิสูจน์แล้วว่ายันราคาได้" อีกฝั่งบอกว่า "แนวที่ถูกชนบ่อย ๆ ใกล้จะแตกแล้ว เหมือนประตูที่ถูกกระแทกซ้ำ"
คำตอบคือ ถูกทั้งคู่ ขึ้นกับบริบท บทความนี้จะพาไปดูว่าอะไรทำให้แนวหนึ่งแข็งหรืออ่อน งานวิจัยบอกอะไร และมีเกณฑ์ไหนบ้างที่ช่วยประเมินความแข็งแรงของแนวได้อย่างเป็นรูปธรรม
แนวรับแนวต้าน แท้จริงคือกองคำสั่ง
ก่อนจะตอบได้ ต้องเข้าใจก่อนว่าแนวรับแนวต้านไม่ได้เป็นกำแพงลึกลับ มันคือ ระดับราคาที่มีคำสั่งซื้อหรือขายรออยู่จำนวนมาก เช่น คำสั่งซื้อของคนที่พลาดรอบก่อน คำสั่งปิดทำกำไร หรือคำสั่งของผู้เล่นรายใหญ่
ทุกครั้งที่ราคามาชนแนว คำสั่งที่รออยู่ส่วนหนึ่งจะถูกจับคู่และหายไป ถ้าไม่มีคำสั่งใหม่เข้ามาเติม กองคำสั่งก็เล็กลงทุกครั้งที่ถูกทดสอบ นี่คือเหตุผลที่แนวซึ่งถูกชนถี่ ๆ อาจอ่อนลงจริง แต่ถ้ามีคำสั่งใหม่เข้ามาเติมตลอด แนวก็ยังแข็งแรงอยู่ได้
งานวิจัย: แนวที่คนประกาศ ราคาเด้งบ่อยกว่าจริงไหม
งานที่ทดสอบเรื่องนี้ตรง ๆ คือของ Carol Osler (2000) ตีพิมพ์ในวารสาร Economic Policy Review ของธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขานิวยอร์ก เธอเก็บแนวรับแนวต้านที่บริษัทการเงิน 6 แห่งเผยแพร่ให้ลูกค้าทุกวัน สำหรับค่าเงินดอลลาร์เทียบมาร์กเยอรมัน เยน และปอนด์ ช่วงมกราคม 1996 ถึงมีนาคม 1998 รวมกว่า 60,000 ระดับราคา แล้วเทียบกับระดับราคาที่สุ่มขึ้นมา
ผลคือ เมื่อราคาแตะแนวที่บริษัทเผยแพร่ ราคาเด้งกลับ 60.8% ของครั้ง เทียบกับ 56.2% เมื่อแตะระดับที่สุ่มขึ้นมา ความต่างนี้มีนัยสำคัญทางสถิติเกือบทุกคู่ แปลว่าแนวที่คนในตลาดดูกันจริงมีพลังจริง แต่ก็แค่ขยับโอกาสขึ้นมาไม่กี่เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่กำแพงที่ราคาทะลุไม่ได้
อีกสองข้อที่น่าสนใจจากงานเดียวกัน ข้อแรก ระดับความแข็งแรงที่บริษัทให้คะแนนไว้ ใช้ทำนายไม่ได้ แนวที่ถูกระบุว่า "แข็ง" ไม่ได้เด้งบ่อยกว่าแนวที่ถูกระบุว่า "อ่อน" ข้อสอง พลังของแนวที่ประกาศ ยังอยู่ได้ราวห้าวันทำการ หลังเผยแพร่ ก่อนจะจางลง
ข้อความระวังคือ งานนี้ศึกษาค่าเงินในช่วงเวลาเฉพาะ และวัดการเด้งในกรอบเวลาสั้น ผลจึงไม่ได้ใช้แทนทุกตลาดโดยตรง แต่ก็ช่วยตั้งความคาดหวังให้สมจริงได้ดี
เกณฑ์ประเมินความแข็งแรงของแนว
เมื่อรู้ว่าแนวคือกองคำสั่ง เราก็ประเมินได้ว่าแนวไหนน่าจะมีคำสั่งรออยู่มาก และแนวไหนถูกใช้ไปจนเหลือน้อยแล้ว
ดูแรงเด้ง ไม่ใช่แค่จำนวนครั้ง แนวที่ราคาเด้งออกไปไกลทุกครั้ง บอกว่ามีแรงซื้อหรือขายจริงรออยู่ แต่ถ้าแต่ละรอบเด้งสั้นลงเรื่อย ๆ นั่นคือสัญญาณว่ากองคำสั่งกำลังหมด
ดูความถี่ การทดสอบที่ห่างกันเป็นสัปดาห์ ให้เวลาคำสั่งใหม่เข้ามาเติม ส่วนการชนถี่ ๆ ติดกันในไม่กี่ชั่วโมง มักเป็นการกินคำสั่งที่เหลือจนหมด
ดูรูปทรงที่บีบเข้าหาแนว ถ้าราคาชนแนวต้านเดิมแต่ก้นยกสูงขึ้นทุกรอบ นี่คือภาพของสามเหลี่ยมขาขึ้น ผู้ซื้อไล่กดดันเข้ามาเรื่อย ๆ แนวต้านแบบนี้มักแตกในที่สุด (ดูเพิ่มในบท รูปแบบกราฟต่อเนื่อง)
ดูทิศของเทรนด์หลัก แนวรับในขาขึ้นมักแข็งกว่าแนวรับในขาลง เพราะการทดสอบแนวรับในขาขึ้นคือจังหวะที่คนรอซื้อตามเทรนด์ ส่วนแนวรับในขาลงต้องสู้กับแรงขายใหญ่
ดูการทับซ้อน แนวที่ตรงกับเลขกลม แนวในไทม์เฟรมใหญ่ หรือเครื่องมืออื่นพร้อมกัน มักมีคำสั่งรวมตัวอยู่มากกว่า ตามหลักในบท Round Number และ Confluence
นำไปใช้ยังไง
แทนที่จะถามว่า "แนวนี้จะยันอยู่ไหม" ให้ถามว่า "ถ้าแนวนี้ยันไม่อยู่ เราเสียเท่าไหร่" ใช้เกณฑ์ข้างต้นเพื่อประเมินว่าควรให้น้ำหนักกับแนวนั้นมากหรือน้อย แนวที่ดูแข็งอาจคุ้มที่จะเข้าตอนเด้ง แนวที่เริ่มอ่อนอาจเหมาะกับการรอดูว่ามันแตก แล้วเทรดตามทิศที่แตกแทน
และอย่าลืมว่า แม้แนวที่ดีที่สุดก็เด้งเพียงบางครั้ง จุดตัดขาดทุนที่วางเลยแนวออกไปพอสมควร คือสิ่งที่ปกป้องเราเมื่อแนวนั้นไม่ทำงาน
สิ่งที่ต้องจำ
- แนวรับแนวต้านคือกองคำสั่ง ทดสอบแต่ละครั้งใช้คำสั่งไปส่วนหนึ่ง แนวจะแข็งหรืออ่อนขึ้นกับว่ามีคำสั่งใหม่มาเติมไหม
- ✅ Osler (2000) แนวที่บริษัทการเงินเผยแพร่ ราคาเด้ง 60.8% เทียบกับ 56.2% ที่ระดับสุ่ม · คะแนนความแข็งแรงที่ให้ไว้ใช้ทำนายไม่ได้ · พลังอยู่ได้ราวห้าวันทำการ
- แนวแข็ง เด้งแรงและไกล · ทดสอบห่างกัน · ไทม์เฟรมใหญ่ · ตามเทรนด์หลัก · ทับซ้อนแนวอื่น
- แนวอ่อน เด้งสั้นลง · ชนถี่ · ราคาบีบเข้าหาแนว · ไส้เทียนแทงทะลุบ่อย
- ไม่มีแนวไหนเด้งทุกครั้ง วางจุดตัดขาดทุนเลยแนวเสมอ
คำเตือน: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ด้านการวิเคราะห์ทางเทคนิคเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนหรือการชี้นำให้ซื้อขายสินทรัพย์ใด งานวิจัยที่อ้างถึงศึกษาตลาดและช่วงเวลาเฉพาะ ผลในอดีตไม่ได้บ่งชี้ผลในอนาคต การซื้อขายสินทรัพย์ทางการเงินมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินลงทุน ผู้อ่านควรประเมินความเสี่ยงด้วยตนเองก่อนตัดสินใจ